<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>BangkokJazzLife.com &#187; แจ๊ส</title>
	<atom:link href="http://www.bangkokjazzlife.com/archives/tag/%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b9%8a%e0%b8%aa/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.bangkokjazzlife.com</link>
	<description>The Best Companion for Thai Jazz Society</description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Feb 2012 06:03:47 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>JCS # 33 ช้างต้น กับศิลปะแห่งการบรรเลงกีตาร์แจ๊ส</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/621</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/621#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Jul 2009 18:23:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>
		<category><![CDATA[คอนเสิร์ต]]></category>
		<category><![CDATA[จุดประกาย]]></category>
		<category><![CDATA[ช้างต้น]]></category>
		<category><![CDATA[แจ๊ส]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=621</guid>
		<description><![CDATA[
ชื่อของ ช้างต้น กุญชร ณ อยุธยา เป็นที่รู้จักและคุ้นเคยกันดีในหมู่ผู้ติดตามความเคลื่อนไหวแวดวงแจ๊สไทยร่วมสมัย ในฐานะมือกีตาร์ที่มีฝีไม้ลายมือไม่ธรรมดา จัดว่าเข้าขั้น “เทพ” กับเขาคนหนึ่ง
เดิมทีนั้น ช้างต้น ร่ำเรียนมาทางด้านเศรษฐศาสตร์ จากรั้วจามจุรี แต่ในที่สุดทนเสียงเรียกร้องในหัวใจของตนเองไม่ไหว ด้วยความรักในเสียงดนตรี เขาจึงตัดสินใจเดินทางไปศึกษาต่อปริญญาตรีใบที่สอง ที่สถาบันดนตรีชื่อดังแห่งเมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา ซึ่งสร้างชื่อให้นักดนตรีระดับโลกมาไม่น้อย
ที่ “เบิร์กลี คอลเลจ ออฟ มิวสิค” (Berklee College of Music) ช้างต้นเลือกเรียนวิชาเอกด้านปฏิบัติเครื่องดนตรีโดยเฉพาะ ทั้งที่มีฝรั่งเก่งๆ หลายคนที่ทำเอาคนไทยใจฝ่อเมื่อเดินทางไปถึง หลายคนตัดสินใจเปลี่ยนวิชาเอกเสียใหม่ เช่น เปลี่ยนไปเรียนทฤษฎี หรือธุรกิจดนตรี เป็นต้น แต่ด้วยความมุ่งมั่นและจริงจัง ทำให้ช้างต้นจบมาในสาขา “แจ๊ส กีตาร์ เพอร์ฟอร์แมนซ์” (Jazz Guitar Performance)
นอกจากงานประจำที่วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต ในปัจจุบัน ช้างต้น ผ่านประสบการณ์เล่นดนตรีมาอย่างหลากหลาย ทั้งในแนวเพลงฟังสบายตามงานปาร์ตี้ต่างๆ จนถึงออกคอนเสิร์ตแจ๊สทั้งในและต่างประเทศ หลายๆ ครั้ง เขายังร่วมเป็นสมาชิกของวง เด่น อยู่ประเสริฐ (Denny [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-623" title="changton" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2009/07/changton.jpg" alt="changton" width="319" height="480" /></p>
<p>ชื่อของ ช้างต้น กุญชร ณ อยุธยา เป็นที่รู้จักและคุ้นเคยกันดีในหมู่ผู้ติดตามความเคลื่อนไหวแวดวงแจ๊สไทยร่วมสมัย ในฐานะมือกีตาร์ที่มีฝีไม้ลายมือไม่ธรรมดา จัดว่าเข้าขั้น “เทพ” กับเขาคนหนึ่ง<span id="more-621"></span></p>
<p>เดิมทีนั้น ช้างต้น ร่ำเรียนมาทางด้านเศรษฐศาสตร์ จากรั้วจามจุรี แต่ในที่สุดทนเสียงเรียกร้องในหัวใจของตนเองไม่ไหว ด้วยความรักในเสียงดนตรี เขาจึงตัดสินใจเดินทางไปศึกษาต่อปริญญาตรีใบที่สอง ที่สถาบันดนตรีชื่อดังแห่งเมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา ซึ่งสร้างชื่อให้นักดนตรีระดับโลกมาไม่น้อย</p>
<p>ที่ “เบิร์กลี คอลเลจ ออฟ มิวสิค” (Berklee College of Music) ช้างต้นเลือกเรียนวิชาเอกด้านปฏิบัติเครื่องดนตรีโดยเฉพาะ ทั้งที่มีฝรั่งเก่งๆ หลายคนที่ทำเอาคนไทยใจฝ่อเมื่อเดินทางไปถึง หลายคนตัดสินใจเปลี่ยนวิชาเอกเสียใหม่ เช่น เปลี่ยนไปเรียนทฤษฎี หรือธุรกิจดนตรี เป็นต้น แต่ด้วยความมุ่งมั่นและจริงจัง ทำให้ช้างต้นจบมาในสาขา “แจ๊ส กีตาร์ เพอร์ฟอร์แมนซ์” (Jazz Guitar Performance)</p>
<p>นอกจากงานประจำที่วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต ในปัจจุบัน ช้างต้น ผ่านประสบการณ์เล่นดนตรีมาอย่างหลากหลาย ทั้งในแนวเพลงฟังสบายตามงานปาร์ตี้ต่างๆ จนถึงออกคอนเสิร์ตแจ๊สทั้งในและต่างประเทศ หลายๆ ครั้ง เขายังร่วมเป็นสมาชิกของวง เด่น อยู่ประเสริฐ (Denny &amp; Friends) อีกด้วย</p>
<p>แนวคิดในการชวน ช้างต้น กุญชร ณ อยุธยา มาขึ้นเวที จุดประกาย คอนเสิร์ต ซีรีส์ นั้น มีมานานแล้ว แต่ยังไม่สบโอกาสเหมาะเสียที ดังนั้น หลังจากคอนเสิร์ตในแนวโซลและป๊อปของศิลปินระดับ “ดิวา” อย่าง กบ เสาวนิตย์ นวพันธ์ และ ก้อย ศรัณย่า ส่งเสริมสวัสดิ์ ผ่านพ้นไป ก็ถึงคราวของการสำแดงศักยภาพของนักดนตรีแจ๊สไทยกันบ้าง และอย่างที่แฟนประจำรู้กันว่า “จุดประกาย คอนเสิร์ต ซีรีส์” มุ่งนำเสนอให้เป็นคอนเสิร์ตทางเลือกอยู่แล้ว ซึ่งไม่จำเป็นต้องประนีประนอมกับตลาด เพราะเราเล็งเห็นคุณค่าของศิลปะเป็นสำคัญ</p>
<p>อย่างน้อยๆ คอนเสิร์ตครั้งนี้ มีขึ้นเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า วงการเพลงไทยร่วมสมัย มีศิลปินฝีมือดีหัวก้าวหน้าอีกไม่น้อย ศิลปินเหล่านี้มีฝีมือระดับพระกาฬที่ต้องการการส่งเสริมให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ซึ่งน่าเสียดายว่า ด้วยสื่อวิทยุโทรทัศน์ทุกวันนี้ เป็นเรื่องธุรกิจมากกว่าศิลปะ ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสได้รับรู้ของความสามารถของพวกเขาเหล่านั้น</p>
<p>คอนเสิร์ตอย่างเป็นทางการครั้งแรกของ ช้างต้น กุญชร ณ อยุธยา ใช้ชื่อตอนว่า “ดิ อาร์ต ออฟ แจ๊ส กีตาร์” (The Art of Jazz Guitar) เพราะเน้นไปที่การแสดงศักยภาพของกีตาร์เป็นสำคัญ ด้วยการประสมวงหลักๆ เป็นแบบ “ทริโอ” (trio) เครื่องดนตรี 3 ชิ้น ซึ่งมีทั้งในแบบ “กีตาร์-เบส-กลอง” และ ในแบบ “กีตาร์-ออร์แกน-กลอง” ซึ่งเป็นฟอร์แมทที่แวดวงกีตาร์แจ๊สเลือกเป็นช่องทางการนำเสนอมาช้านาน</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ในคอนเสิร์ตครั้งนี้ ยังมีส่วนผสมของเครื่องเป่ามาร่วมสร้างสีสัน พร้อมด้วยแขกรับเชิญที่น่าสนใจในรายการ ซึ่งเห็นจะหนีไม่พ้น กันต์ รุจิณรงค์ หรือ บอล อพาร์ทเมนท์คุณป้า ที่จะมาร่วมโซโลกีตาร์บลูส์กับบทเพลงร็อคของ จิมี เฮนดริกซ์ อย่าง “ลิตเติล วิง” (Little Wing) ร่วมด้วยนักร้องเสียงดีรุ่นใหม่ น้ำฝน ภักดี ที่เคยสร้างชื่อบนเวทีประกวดเคพีเอ็นมาแล้ว</p>
<p>ลักษณะของเพลงที่นำมาแสดงนั้น มีทั้งเพลงสแตนดาร์ดคุ้นหู เพลงในกลุ่มโซล และร็อค ที่นำมาบรรเลงใหม่ ผ่านแนวทางอิมโพรไวเซชั่นของแจ๊ส รวมถึงเพลงแต่งใหม่จากปลายปากกาของ ช้างต้น กุญชร ณ อยุธยา โดยเฉพาะ</p>
<p>ทั้งนี้เพื่อแสดงให้เห็นถึง “ศิลปะ” ของกีตาร์แจ๊สเป็นสำคัญ.</p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..</p>
<p>หมายเหตุ : จุดประกาย คอนเสิร์ต ซีรีส์ # 33 ศิลปิน “ช้างต้น กุญชร ณ อยุธยา” ตอน “The Art of Jazz Guitar” จะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม 2552 เวลา 20.00 น. (ประตูเปิด 19.30 น.) ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ถนนรัชดาภิเษก บัตรราคา 500, 800 และ 1000 บาท มีจำหน่ายที่ไทยทิคเก็ทเมเจอร์ โทร.02-2623456 หรือ www.thaiticketmajor.com</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/621/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Esperanza Spalding สาวน้อยมหัศจรรย์</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/608</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/608#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 10 May 2009 16:56:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bio]]></category>
		<category><![CDATA[esperanza spalding]]></category>
		<category><![CDATA[เบส]]></category>
		<category><![CDATA[แจ๊ส]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=608</guid>
		<description><![CDATA[
เป็นเรื่องที่กล่าวขานกันในช่วงไม่กี่ปีหลังมานี้ เมื่อสำนักตักศิลาทางดนตรีชื่อดัง อย่าง Berklee College of Music แห่งเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซ็ทท์ สหรัฐอเมริกา มีศิลปินระดับอัจฉริยะรุ่นเยาว์ (Child Prodigy) ก้าวมาทำหน้าที่เป็นครูผู้สอน ด้วยวัยเพียง 20 ปี แถมยังเป็นผู้หญิงเสียด้วย
เขียนมาถึงตรงนี้ แฟมินิสต์ทั้งหลายอย่าเพิ่งค้อนเอานะครับ เหตุที่เน้นย้ำเพราะสัดส่วนผู้หญิงในโลกดนตรีนั้นมีน้อยจริงๆ จนน่าใจหาย อันนี้ผมหมายถึงคนดนตรีจริงๆ ที่สร้างสรรค์ผลงานได้มากกว่าการจับไมค์ร้องเพลง
อย่างไรก็ตาม นี่คือปรากฏการณ์แห่งความเท่าเทียมก็ว่าได้ เพราะเป็นครั้งที่สองนับจากกรณีของ แพท เมธินี เมื่อกว่า 30 ปีก่อน ซึ่งคราวนั้น แพท สร้างความฮือฮาไปทั่ววงการ ด้วยการเป็นอาจารย์สอนกีตาร์ที่มีอายุน้อยที่สุด&#8230; เพียง 19 ปี !
กรณีของ เอสเปอรันซา สปัลดิง ก็เช่นกัน ด้วยฝีไม้ลายมือด้านการร้องและการเล่นดับเบิลเบสไปพร้อมๆ กัน ใครพบเห็นย่อมรู้สึกอัศจรรย์ใจในความสามารถของเธอ เพราะไม่เพียงเล่นดับเบิลเบสเก่งขนาดผู้ชายอกสามศอกต้องถอย แต่เธอยังร้องได้คล่องถึง 3 ภาษา ทั้ง อังกฤษ สแปนิช และ โปรตุกีส
เช่นเดียวกันกับการเจริญตามรอยศิลปินรุ่นพี่ อย่าง แพท [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><img style="width: 300px; height: 270px;" src="http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/459/26459/images/esperanza6.jpg" alt="" width="300" height="270" /></p>
<p>เป็นเรื่องที่กล่าวขานกันในช่วงไม่กี่ปีหลังมานี้ เมื่อสำนักตักศิลาทางดนตรีชื่อดัง อย่าง Berklee College of Music แห่งเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซ็ทท์ สหรัฐอเมริกา มีศิลปินระดับอัจฉริยะรุ่นเยาว์ (Child Prodigy) ก้าวมาทำหน้าที่เป็นครูผู้สอน ด้วยวัยเพียง 20 ปี แถมยังเป็นผู้หญิงเสียด้วย<span id="more-608"></span></p>
<p>เขียนมาถึงตรงนี้ แฟมินิสต์ทั้งหลายอย่าเพิ่งค้อนเอานะครับ เหตุที่เน้นย้ำเพราะสัดส่วนผู้หญิงในโลกดนตรีนั้นมีน้อยจริงๆ จนน่าใจหาย อันนี้ผมหมายถึงคนดนตรีจริงๆ ที่สร้างสรรค์ผลงานได้มากกว่าการจับไมค์ร้องเพลง</p>
<p>อย่างไรก็ตาม นี่คือปรากฏการณ์แห่งความเท่าเทียมก็ว่าได้ เพราะเป็นครั้งที่สองนับจากกรณีของ แพท เมธินี เมื่อกว่า 30 ปีก่อน ซึ่งคราวนั้น แพท สร้างความฮือฮาไปทั่ววงการ ด้วยการเป็นอาจารย์สอนกีตาร์ที่มีอายุน้อยที่สุด&#8230; เพียง 19 ปี !</p>
<p>กรณีของ เอสเปอรันซา สปัลดิง ก็เช่นกัน ด้วยฝีไม้ลายมือด้านการร้องและการเล่นดับเบิลเบสไปพร้อมๆ กัน ใครพบเห็นย่อมรู้สึกอัศจรรย์ใจในความสามารถของเธอ เพราะไม่เพียงเล่นดับเบิลเบสเก่งขนาดผู้ชายอกสามศอกต้องถอย แต่เธอยังร้องได้คล่องถึง 3 ภาษา ทั้ง อังกฤษ สแปนิช และ โปรตุกีส</p>
<p>เช่นเดียวกันกับการเจริญตามรอยศิลปินรุ่นพี่ อย่าง แพท เมธินี ที่ไม่จำกัดตัวเองเพียงบทบาทด้านการศึกษา แต่ก้าวสู่การเป็นศิลปินแนวหน้าที่มีงานบันทึกเสียงชั้นเลิศและตารางการแสดงแน่นขนัด</p>
<p>ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เอสเปอรันซา มีอัลบั้มออกมาแล้ว 2 ชุด โดยเฉพาะชุดหลัง Esperanza ที่เธอโปรดิวเซอร์เองทั้งหมด จัดว่ามีเสียงตอบรับที่ดีเกินคาด ด้วยแนวทางดนตรีที่เปิดกว้างจากการผสมผสานหลากหลายสไตล์เข้าไว้ด้วยกัน รวมทั้งการมี “สัมผัสแห่งป๊อป” อย่างเพียงพอ ทำให้สาวน้อยคนนี้ขยายขอบเขตออกไปสู่ผู้ฟังวงกว้างได้อย่างน่าทึ่ง</p>
<p>หากอัลบั้ม Esperanza (2008) ที่ออกกับสังกัดเพลง เทลาร์ค (Telarc) สามารถเรียกความสนใจจากแฟนเพลงโดยทั่วไปได้แล้ว อัลบั้ม Junjo (2004) ที่ออกมาก่อนหน้านั้น ซึ่งค่อนข้างจริงจังกว่า ก็บ่งบอกถึงพื้นฐานทางดนตรีที่เข้มข้น และสะท้อนถึงความรู้ความเข้าใจในจารีตดนตรีอย่างถึงรากเหง้า</p>
<p align="center"><img style="width: 348px; height: 320px;" src="http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/459/26459/images/esperanza.jpg" alt="" width="348" height="320" /></p>
<p>ตรงนี้อาจจะพลิกความคาดหมายอยู่บ้า สำหรับผู้ใหญ่บางคนที่มักสบประมาทคุณภาพของเยาวชนรุ่น “เจนเนอเรชั่น วาย” อย่างสาดเสียเทเสีย เพราะ เอสเปอรันซา ทำได้ดีแบบไร้ที่ติจริงๆ</p>
<p>นักดนตรีระดับแนวหน้าของโลกที่เคยร่วมงานกับเธอ ล้วนตกหลุมรักสาวคนนี้กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น โจ โลวาโน, เวย์น ชอร์เตอร์, เฮอร์บี แฮนค็อค, ลี โคนิตซ์, ไบรอัน เบลด, สแตนลี คลาร์ค เรื่อยมาจนถึง แพททิ ออสติน นักร้องอาวุโสของวงการ</p>
<p align="center">0 0 0 0 0</p>
<p>เอสเปอรันซา เกิดและเติบโตมาจากเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน ด้วยเหตุผลที่บ้านอยู่ในชนบท ห่างไกลจากโรงเรียน และการเดินทางค่อนข้างลำบาก ทำให้เธอต้องเข้าๆ ออกๆ สลับกับการเรียนในแบบ “โฮม สกูล” เป็นระยะๆ</p>
<p>แต่ด้วยความมุ่งมั่นทางดนตรี โดยมีคุณแม่คอยให้การสนับสนุนอย่างทุ่มเททั้งร่างกายและจิตใจ ผลปรากฏว่าเธอใช้เวลาเรียนในระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยพอร์ตแลนด์สเตทเพียง 3 ปี จากนั้น สถาบันดนตรีเบิร์กลี ก็รีบจับจองตัวเธอเป็นอาจารย์ทันทีที่เรียนจบ</p>
<p align="center"><img src="http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/459/26459/images/esperanza2.jpg" alt="" /></p>
<p>สาวน้อยคนนี้เริ่มต้นจากการเรียนไวโอลินเมื่ออายุ 5 ขวบ อีก 10 ปีต่อมาหันมาจับดับเบิลเบส เครื่องดนตรีในตระกูลเดียวกันแต่มีขนาดใหญ่ถึงกับต้องยืนเล่น ชีวิตดนตรีส่วนมากทุ่มเทกับศาสตร์ของดนตรีคลาสสิก จนวันหนึ่ง เมื่อมีโอกาสได้แจมเพลงบลูส์ที่ไนต์คลับละแวกบ้านช่วงบ่ายวันอาทิตย์ การได้เรียนรู้แนวทางวอล์คเบสบนทางเดินคอร์ดแบบบลูส์ (Blues Chord Pregression) ถึงกับมีมนต์สะกดให้ เอสเปอรันซา หลงใหลถึงขั้นฝึกเล่นทั้งวันทั้งคืน</p>
<p>เอสเปอรันซา เคยให้สัมภาษณ์ว่าบรรยากาศทางดนตรีที่เมืองพอร์ตแลนด์ในช่วงเวลานั้น มีลักษณะเฉพาะที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของเธออยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะการเป็นแหล่งรวมมือเบสที่มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็น เดวิด ฟรีเสน, ฟิล เบเกอร์ แห่งวง พิงค์ มาร์ตินี, เกล็น มัวร์ แห่งวง โอเรกอน รวมถึง เคน บอลด์วิน มือเบสแห่งวง โอเรกอน ซิมโฟนี ออร์เคสตรา ครูของเธอเอง</p>
<p>นอกจากโลกของดนตรีคลาสสิกแล้ว เอสเปอรันซา ฟังดนตรีมาทุกแนว เธอผ่านประสบการณ์เล่นในวงดนตรีราวครึ่งโหล รวมถึงวง นอยส์ ฟอร์ พรีเทนด์ (Noise for Pretend) วงแนวป๊อป-ร็อคแถวบ้าน ซึ่งเป็นครั้งแรกในวงนี้ที่เธอทดลองเล่นเบสพร้อมๆ กับร้องเพลงไปด้วย และนั่นได้กลายมาเป็นความแปลกใหม่ เพราะเบสใหญ่หรือดับเบิลเบส ไม่ใช่เบสไฟฟ้าที่คนเล่นจะร้องตามได้อย่างง่ายๆ</p>
<p>มิหนำซ้ำแนวดนตรีที่พลิกจากป๊อปร็อคมาสู่สไตล์แจ๊สที่ให้ความสำคัญกับฮาร์มอนีและปฏิสัมพันธ์ภายในวง ณ ปัจจุบันขณะ เป็นอย่างมาก ย่อมมิใช่เรื่องง่ายในสายตาของคนในวงการดนตรี</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ วิชาที่เธอสอนที่เบิร์กลี วิชาหนึ่ง จึงเป็นเรื่องของการร้องและการเล่นไปพร้อมๆ กัน กับอีกวิชาหนึ่ง เป็นเรื่องของการแกะเพลง (Transcription) อันเป็นเครื่องมือที่นำไปสู่ความเข้าใจในด้านทฤษฎีและการเรียบเรียงเสียงประสาน ซึ่งเอาเข้าจริงๆ วิชาหลังคือแนวทางการเรียนรู้ที่นักดนตรีแจ๊สรุ่นก่อนจะมีรั้วมหาวิทยาลัย ได้ผ่านการฝึกฝนกันมาแทบทุกคน</p>
<p align="center">0 0 0 0 0</p>
<p>อัลบั้ม Esperanza เป็นแจ๊สที่อิงกลิ่นอายลาติน ด้วยบทบาทของเพลงร้องที่ให้ความรู้สึกสดใส ทำให้ภาพลักษณ์ของสาวน้อยจากพอร์ตแลนด์คนนี้ ดูไม่ขรึมขลังจนเกินวัยเท่าใดนัก</p>
<p align="center">ในด้านการร้องเพลง เสียงของเอสเปอรันซาออกโทนหวานชื่น ฟังรื่นหู ด้วยระดับเสียงที่แม่นยำ เจือส่วนผสมของ เอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์, บลอสซัม เดียรี และ เบ็ตตี คาร์เตอร์ ดังที่แสดงออกผ่านการร้องสแกท โวคอล ในเพลงอย่าง I Adore You ส่วนเสียงเบสของเธอบ่งบอกถึงพละกำลังที่เกินตัว ทางวอล์คเบสชวนให้ระลึกถึงมือเบสระดับตำนาน อย่าง ชาร์ลส์ มิงกัส</p>
<p>ขณะที่ภาคดนตรีค่อนข้างกลมกลืนเป็นเอกภาพ นอกจากวงหลักแล้ว แขกรับเชิญอย่าง โฮราซิโอ เฮอร์นานเดซ มือกลองชาวคิวบา และ โดนัลด์ แฮร์ริสัน มือแซ็กจากนิวออร์ลีนส์ ก็จัดเป็นส่วนผสมที่ลงตัวทีเดียว</p>
<p align="center"><img src="http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/459/26459/images/esperanza4.jpg" alt="" /></p>
<p>เพลงโดยรวมในอัลบั้มฟังง่าย กระเดียดไปทางป๊อปด้วยซ้ำ แต่ในเวลาเดียวกันก็ยังรักษาชั้นเชิงของการเรียบเรียงดนตรีไว้ในระดับสุดยอด เช่นเดียวกันกับการเปิดทางให้แก่การแสดงออกด้านอิมโพรไวเซชั่นของนักดนตรีแต่ละคน</p>
<p>เพลงสแตนดาร์ด Body and Soul หรือในภาคภาษาสแปนิช Cuerpo Y Alma เป็นตัวอย่างที่เด่นที่สุดในอัลบั้ม ด้วยชีพจรการบรรเลงที่ปรับเปลี่ยนมาสู่จังหวะ 5/4 ที่ค่อนข้างท้าทายไม่น้อย เช่นเดียวกันกับเพลง Ponta De Areia เพลงเก่าของ มิลตัน นาสซิเมนโต ที่ฉีกไปจากฉบับเวอร์ชั่นดั้งเดิม</p>
<p>I Adore You เป็นตัวอย่างที่ดีของการรักษาฟอร์มเพลงแบบเดิมๆ แต่เพิ่มเติมอะเรนจ์เมนต์ที่ท้าทายสำหรับการบรรเลงของนักดนตรี ส่วน She Got to You เป็นเพลงอัพเทมโป ที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างทางเบสกับเสียงร้อง</p>
<p>แนวคิดในการทำงานของ เอสเปอรันซา คือการนำเสนอดนตรีแจ๊ส ด้วยประสบการณ์ใหม่สด และเปิดพื้นที่ให้คนฟังทั่วไปสามารถเข้าถึงดนตรีแนวนี้ได้โดยง่าย ดังการนำจังหวะเต้นรำที่มีลักษณะ “กรู้ฟ” มาใช้อย่างพอเหมาะ แต่ในเวลาเดียวกันก็ยังไม่ทิ้งการแสดงออกซึ่งตัวตนของนักดนตรี หรือไอเดียในการใช้แนวฮาร์มอนีที่มีชั้นเชิง</p>
<p>ในฐานะคนฟัง ประเด็นของ เอสเปอรันซา ที่มิอาจมองข้าม คือความจริงที่ว่าความสามารถทางดนตรีของเธอนั้นมิได้เกิดขึ้นจากอากาศธาตุ ทว่า มันมาจากแรงงานความรัก และเป็นความพยายามอย่างต่อเนื่องยาวนาน เกิดจากการทำงานที่มองเห็นความงดงาม และคุณค่าของกระบวนการเหล่านั้นในตัวเอง จนคลี่คลายออกมาเป็นดอกผลที่เป็นธรรมชาติ</p>
<p><strong>ลองทบทวนตัวเองหน่อยเป็นไร ว่าเราไม่ได้ชิมรสทิพย์ของผลไม้ที่สุกงอมตามธรรมชาติมานานเท่าใดแล้ว</strong></p>
<p align="center"><img src="http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/459/26459/images/esperanza5.jpg" alt="" /></p>
<p>นอกจากเวทีการประชันความสามารถแบบประเดี๋ยวประด๋าวทางจอแก้วที่เราๆ ท่านๆ ตื่นเต้นกันเป็นพักๆ เพราะมนต์มายาของทีวี หากปรับเปลี่ยนขอบเขตการรับรู้เสียใหม่ บางที เราจะพบว่าโลกยังมีพื้นที่กว้างสำหรับความมหัศจรรย์อีกหลายเรื่อง</p>
<p>แต่ระวังสักหน่อย เพราะคุณอาจจะหลงใหลไปกับอัจฉริยภาพของ เอสเปอรันซา สปัลดิง โดยไม่รู้ตัว เพราะแม้แต่ เดวิด เลทเทอร์แมน พิธีกรชื่อดัง ไม่วายพูดถึงสาวน้อยคนนี้ว่า</p>
<p>“นี่คือสุดยอดแขกรับเชิญ เท่าที่เคยมาร่วมในรายการของเรา” !</p>
<p><object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="425" height="344" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/6ulxSAiWR70&amp;hl=en&amp;fs=1" /><param name="allowfullscreen" value="true" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="425" height="344" src="http://www.youtube.com/v/6ulxSAiWR70&amp;hl=en&amp;fs=1" allowfullscreen="true"></embed></object></p>
<p>คลิปเบื้องหลังการผลิตอัลบั้ม esperanza</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/608/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/581</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/581#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 20 Apr 2009 08:54:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bio]]></category>
		<category><![CDATA[Ella Fitzgerald]]></category>
		<category><![CDATA[vocal]]></category>
		<category><![CDATA[เอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์]]></category>
		<category><![CDATA[แจ๊ส]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=581</guid>
		<description><![CDATA[การไปรษณีย์สหรัฐอเมริกาได้ประกาศออกดวงตราไปรษณียากรหรือแสตมป์ 30 เซนต์ เพื่อเป็นเกียรติแก่ เอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์ ยอดนักร้องแจ๊สแห่งศตวรรษที่ 20 ภาพของ เอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์ ที่ปรากฏบนดวงตราไปรษณียากร เป็นฝีมือของ พอล เดวิส เอลลา นับเป็นคนผิวสีคนที่ 30 ที่ได้รับเกียรติอันสูงส่งนี้ ในฐานะที่เป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสหรัฐอเมริกา]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-full wp-image-585" title="efitzgerald300dpi1" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2009/04/efitzgerald300dpi1.jpg" alt="efitzgerald300dpi1" width="317" height="500" /></p>
<p><strong>เอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์ (Ella Fitzgerald)</strong><br />
<em>เรื่องโดย ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ</em></p>
<p>การไปรษณีย์สหรัฐอเมริกาได้ประกาศออกดวงตราไปรษณียากรหรือแสตมป์ 30 เซนต์ เพื่อเป็นเกียรติแก่ เอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์ ยอดนักร้องแจ๊สแห่งศตวรรษที่ 20 ภาพของ เอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์ ที่ปรากฏบนดวงตราไปรษณียากร เป็นฝีมือของ พอล เดวิส เอลลา นับเป็นคนผิวสีคนที่ 30 ที่ได้รับเกียรติอันสูงส่งนี้ ในฐานะที่เป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสหรัฐอเมริกา<span id="more-581"></span></p>
<p>วันแรกที่ออกดวงตราไปรษณียากร มีการฉลองอุทิศแด่ เอลลา ที่ลิงคอล์นเซ็นเตอร์ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมสำคัญแห่งมหานครนิวยอร์ก แทบไม่น่าเชื่อว่าเด็กด้อยโอกาสในสังคมอย่างเธอจะประสบความสำเร็จได้ถึงเพียงนี้ วิถีชีวิตของเอลลาพลิกผันยิ่งกว่านิยายหรือเรื่องราวในละครน้ำเน่า</p>
<p>เอลลา เจน ฟิตซ์เจอรัลด์ เกิดในเมืองนิวพอร์ตนิวส์ รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา วันที่ 25 เมษายน 1917 พ่อชื่อวิลเลียม แม่ชื่อเทมเพอแรนซ์ หรือเรียกสั้นๆ ว่า เทมพี หลังเธอเกิดไม่นานนัก พ่อแม่ก็แยกทางกัน เอลลา กับแม่ย้ายไปยังยองเกอร์ นิวยอร์ก สองแม่ลูกอยู่กับโจเซฟดา ซิลวา พ่อเลี้ยง</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-587" title="jc_ella_photoc_zoom1" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2009/04/jc_ella_photoc_zoom1.jpg" alt="jc_ella_photoc_zoom1" width="393" height="268" /></p>
<p>ปี 1932 แม่เสียชีวิตเนื่องจากได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ จากนั้นไม่นานโจเซฟดา ซิลวา สิ้นชีวิตด้วยโรคหัวใจวาย<br />
ในวัยเรียน ผลการเรียนของ เอลลา ตกต่ำ หนีเรียนบ่อย เพราะต้องหาเงินเพื่อช่วยเหลือครอบครัว เธอรับโพยหวยให้เจ้ามือซึ่งถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายในนครนิวยอร์ก ซ้ำร้ายบางครั้งรับจ้างดูต้นทางให้พวกโสเภณีเพื่อหลบหลีกตำรวจ เป็นประสบการณ์ช่วงหนึ่งของชีวิตบัดซบที่ต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอด</p>
<p>ช่วงแรกเธอใฝ่ฝันอยากเป็นนักเต้นอย่างลินดี้ ฮอพพิง นักเต้นที่ &#8216;ซาวอย&#8217; ที่ผู้คนหลงใหล อยู่ที่บ้านเอลลาพยายามฝึกเต้นเลียนแบบ เอิร์ล &#8220;สเนกฮิปส์&#8221; ทักเกอร์ ตอนพักเที่ยงที่โรงเรียน เธอกับเพื่อนมักโดดร่มหนีไปดูการแสดงที่โรงละคร</p>
<p>วันหนึ่ง เอลลา สาวรุ่นวัย 16-17 เข้าไปที่ &#8216;อพอลโลเธียเตอร์&#8217; ในรายการ &#8216;อเมเจอร์ไนต์ส&#8217; เพื่อแข่งขันกับเพื่อนคนอื่นอีกสองคน พอถึงคิวเธอออกเต้น รู้สึกประหม่าตื่นเต้น ขาสั่น เท้าเย็นชา มีผู้ตะโกนบอกว่าลองทำอย่างอื่นดีกว่า เธอประกาศต่อหน้าผู้ชมว่าขอร้องเพลงแทน คนดูพากันขบขัน เธอตัดสินใจร้องเพลง Judy และ The Object of My Affection ผลงานของโฮกี คาร์ไมเคิล ที่จำมาจากแผ่นเสียงของแม่ ร้องโดย คอนนี บอสเวลล์ นักร้องคนโปรดของเธอ พอเธอร้องจบผู้คนที่เคยหัวเราะเปลี่ยนมาเป็นปรบมือให้ด้วยความชื่นชม ขอให้เอลลาร้องต่ออีก 3 เพลง เป็นอันว่าเธอชนะการแข่งขัน ได้รับรางวัล 25 เหรียญ หนทางแห่งความเป็นนักร้องอาชีพเริ่มสว่างขึ้นแล้ว</p>
<p>ในเดือนมกราคม 1935 หลังจากได้รับรางวัลที่ &#8216;อพอลโลเธียเตอร์&#8217; เอลลามีโอกาสได้ร้องกับวงไทนี แบรดชอว์ที่ &#8220;ฮาร์เล็มโอเปร่าเฮ้าส์&#8221; หนึ่งสัปดาห์ต่อจากนั้นโชคยังเข้าข้างเอลลา เพราะวันที่เธอไปร้องที่ &#8216;อพอลโลเธียเตอร์&#8217; เบนนี คาร์เตอร์ นักอัลโตแซ็กโซโฟน ยิ่งใหญ่ในแวดวงดนตรีแจ๊ส เป็นหนึ่งในหมู่ผู้ชมคืนนั้น เห็นแววของเอลลาจึงชักนำให้ไปรู้จักกับ ชิค เวบบ์ หัวหน้าวงและมือกลองคนสำคัญแห่งวงการแจ๊ส ชิคเปิดโอกาสให้ เอลลา ร้องกับวง งานแรกที่มหาวิทยาลัยเยล ถือเป็นการทดสอบไปในตัว ผลปรากฏว่า เป็นที่ถูกใจของคนฟัง ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น ชิค ตกลงจ้างเธอออกตระเวนร้องกับวงไปยังที่ต่างๆ โดยให้ค่าตัวสัปดาห์ละ 12 เหรียญ 50 เซนต์ ต่อจากนั้นร้องประจำกับวงชิค เวบบ์ที่ &#8216;ซาวอยบอลรูม&#8217; คลับชื่อดัง ในย่านฮาร์เล็ม นครนิวยอร์ก</p>
<p>เอลลา ได้ร้องอัดแผ่นเสียงกับวงชิค เวบบ์ หลายเพลงรวมทั้งเพลงที่เธอร้องอัดแผ่นครั้งแรก (If You Can&#8217;t Sing It) You&#8217;ll Have To Swing It (Mr.Paganini) และ  Love And Kiss  ในปี 1937 เอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์ ได้รับการจัดอันดับเป็นนักร้องยอดเยี่ยมโดย &#8216;ดาวน์บีท&#8217; นิตยสารดนตรีแจ๊สที่เก่าแก่ ทรงอิทธิพลที่สุดของสหรัฐ ปี 1938 เพลง  A-Tisket, A-Tasket ได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่ง ชื่อเสียงของเอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์ เริ่มเป็นที่กล่าวขวัญของแฟนเพลงแจ๊สทั่วโลก กล่าวได้ว่า เอลลา แจ้งเกิดเพราะเพลงนี้</p>
<p>วันที่ 16 มิถุนายน 1939 ชิค เวบบ์ สิ้นชีวิต เอลลาต้องรับช่วงทำหน้าที่หัวหน้าวงแทน เปลี่ยนชื่อวงเป็น &#8220;เอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์แอนน์เฮอร์ ออร์เคสตรา&#8221; เธอทำหน้าที่นี้ไม่นานจึงได้เปลี่ยนไปเป็นศิลปินเดี่ยวเซ็นสัญญาอัดแผ่นเสียงกับแผ่นตรา Decca ขณะเดียวกันได้ร้องอัดแผ่นกับคณะ &#8220;อิงค์สปอตส์&#8221;, &#8220;เดลตาริธึ่มบอยส์&#8221; และ หลุยส์ จอร์แดน ผู้จัดการของเธอคือ มิลต์ เกเบลอร์</p>
<p><img class="alignnone size-medium wp-image-586" title="eydietonybennettandellafitzgerald1" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2009/04/eydietonybennettandellafitzgerald1-239x300.jpg" alt="eydietonybennettandellafitzgerald1" width="239" height="300" /></p>
<p>เอลลาเริ่มร่วมงานแสดงคอนเสิร์ตเป็นประจำกับกลุ่ม &#8220;Jazz at the Philharmonic ของนักจัดแจ๊ส นอร์แมน แกรนซ์ ความสัมพันธ์ของเอลลากับนอร์แมนแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดนอร์แมน แกรนซ์ กลายเป็นผู้จัดการส่วนตัวของเอลลา<br />
เอลลามีช่วงเสียงหรือพิสัยเสียงกว้างประมาณ 3 อ็อกเทฟ ซึ่งนักร้องทั่วไปมีช่วงเสียงประมาณ 1 อ็อกเทฟครึ่ง น้ำเสียงของเธอชัดเจน จังหวะแม่นยำ เธอพัฒนาเทคนิคการร้องเลียนเสียงเครื่องดนตรีโดยเปล่งคำที่ไม่มีความหมายในการร้อง &#8220;อิมโพรไวส์&#8221; หรือการร้องเชิงปฏิภาณ จนถือเป็นแบบอย่างการร้องที่นักร้องแจ๊สเอาเป็นแบบอย่าง</p>
<p>ในช่วงที่อยู่ในสังกัดกลุ่ม &#8220;แจ๊สแอตเดอะฟิลฮาร์โมนิค&#8221; เอลลาออกตระเวนแสดงคอนเสิร์ตทั่วสหรัฐอเมริกา  ยุโรปและเอเชีย เมื่อสิ้นสุดยุค &#8216;สวิง&#8217; ยุค &#8216;บีบ็อพ&#8217; ก็เข้ามาแทนที่ เอลลาร้องกับวงบิ๊กแบนด์ของดิซซี กิลเลสปี เป็นช่วงเดียวกับเอลลาเริ่มเน้นการร้องแบบ &#8216;สแกต&#8217; อัดแผ่นเสียงเพลง Oh, Lady Be Good; How High the Moon; Flying Home ได้รับความนิยมมาก ในปี 1947 เป็นหนึ่งในนักร้องแจ๊สชั้นนำ<br />
Ella Sings Gershwin เธอร้องคู่กับนักเปียโนเอลลิส ลาร์กินส์ ที่อัดกับ &#8216;เดคกา&#8217; เมื่อปี 1950 เป็นผลงานที่จัดว่าดีเยี่ยมชุดหนึ่ง จอร์จ เกิร์ชวิน เป็นผู้ประพันธ์ทำนอง ไอรา เกิร์ชวิน พี่ชายของจอร์จ ผู้ประพันธ์เนื้อร้องหลังจากได้ฟังการร้องจากแผ่นเสียงถึงกับออกปากว่า &#8220;ผมไม่เคยทราบว่าเพลงของเราดีอย่างไร จนกระทั่งได้ฟัง เอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์ ร้องนั่นแหละจึงทราบ&#8221;</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-584" title="7779-1-photo1" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2009/04/7779-1-photo1.jpg" alt="7779-1-photo1" width="376" height="480" /></p>
<p>ปี 1954 นิตยสาร &#8216;เมโทรโนม&#8217; จัดให้เอลลาเป็นนักร้องหญิงยอดเยี่ยม และคะแนนนิยมจากนักฟังและนักวิจารณ์ที่จัดโดยนิตยสาร &#8216;ดาวน์บีท&#8217; โหวตให้เธอเป็นนักร้องหญิงยอดเยี่ยม</p>
<p>ปี 1958 เอลลาได้รับรางวัล &#8216;แกรมมี่&#8217; ครั้งแรก เป็นนักร้องหญิงยอดเยี่ยมจากแผ่นชุด The Irving Berlin Songbook และร้องเดี่ยวแจ๊สยอดเยี่ยมจากชุด The Duke Ellington Songbook</p>
<p>ปีถัดมาได้รางวัล &#8216;แกรมมี่&#8217; นักร้องหญิงยอดเยี่ยมจากการร้องเพลง But Not For Me และนักร้องแจ๊สเดี่ยวยอดเยี่ยมจากแผ่นชุด Ella Swing Lightly เอลลา ได้รับรางวัลแกรมมี่ครั้งสุดท้ายปี 1990 จากแผ่นชุด All That Jazz ในสาขานักร้องแจ๊สหญิงยอดเยี่ยม รวมทั้งหมดเธอได้ &#8216;แกรมมี่&#8217; ถึง 13 รางวัล และได้รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ได้รับเหรียญตราศิลปะแห่งชาติจากประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน และเหรียญแห่งเสรีภาพจากประธานาธิบดีจอร์จ เอช ดับเบิลยู บุช</p>
<p>ชีวิตในบั้นปลายของเอลลาต้องทนทรมานกับโรคเบาหวานถึงกับต้องตัดขาทั้งสองข้าง เสียชีวิตที่เบเวอร์ลี ฮิลล์ แคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 1996 รวมผลงานอัดแผ่นประมาณ 70 ชุด ออกแผ่นขายทั่วโลกกว่า 40 ล้านแผ่น ตลอดชีวิตการเป็นนักร้องอาชีพ เธอร่วมงานกับนักดนตรีแจ๊สชั้นยอดมากมาย เช่น ดุ๊ก เอลลิงตัน, เคาน์ท เบซี,  โจ แพสส์, ออสการ์ พีเทอร์สัน&#8230;<br />
ความยิ่งใหญ่ของเอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์ เป็นที่ยอมรับของวงการดนตรีแจ๊ส ทุกคนต่างให้สมญาเธอว่าเป็น &#8216;สตรีหมายเลขหนึ่งแห่งเสียงเพลง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/581/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

