<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>BangkokJazzLife.com &#187; vocal</title>
	<atom:link href="http://www.bangkokjazzlife.com/archives/tag/vocal/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.bangkokjazzlife.com</link>
	<description>The Best Companion for Thai Jazz Society</description>
	<lastBuildDate>Wed, 11 Aug 2010 05:28:13 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>เอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/581</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/581#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 20 Apr 2009 08:54:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bio]]></category>
		<category><![CDATA[Ella Fitzgerald]]></category>
		<category><![CDATA[vocal]]></category>
		<category><![CDATA[เอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์]]></category>
		<category><![CDATA[แจ๊ส]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=581</guid>
		<description><![CDATA[การไปรษณีย์สหรัฐอเมริกาได้ประกาศออกดวงตราไปรษณียากรหรือแสตมป์ 30 เซนต์ เพื่อเป็นเกียรติแก่ เอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์ ยอดนักร้องแจ๊สแห่งศตวรรษที่ 20 ภาพของ เอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์ ที่ปรากฏบนดวงตราไปรษณียากร เป็นฝีมือของ พอล เดวิส เอลลา นับเป็นคนผิวสีคนที่ 30 ที่ได้รับเกียรติอันสูงส่งนี้ ในฐานะที่เป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสหรัฐอเมริกา]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-full wp-image-585" title="efitzgerald300dpi1" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2009/04/efitzgerald300dpi1.jpg" alt="efitzgerald300dpi1" width="317" height="500" /></p>
<p><strong>เอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์ (Ella Fitzgerald)</strong><br />
<em>เรื่องโดย ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ</em></p>
<p>การไปรษณีย์สหรัฐอเมริกาได้ประกาศออกดวงตราไปรษณียากรหรือแสตมป์ 30 เซนต์ เพื่อเป็นเกียรติแก่ เอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์ ยอดนักร้องแจ๊สแห่งศตวรรษที่ 20 ภาพของ เอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์ ที่ปรากฏบนดวงตราไปรษณียากร เป็นฝีมือของ พอล เดวิส เอลลา นับเป็นคนผิวสีคนที่ 30 ที่ได้รับเกียรติอันสูงส่งนี้ ในฐานะที่เป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสหรัฐอเมริกา<span id="more-581"></span></p>
<p>วันแรกที่ออกดวงตราไปรษณียากร มีการฉลองอุทิศแด่ เอลลา ที่ลิงคอล์นเซ็นเตอร์ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมสำคัญแห่งมหานครนิวยอร์ก แทบไม่น่าเชื่อว่าเด็กด้อยโอกาสในสังคมอย่างเธอจะประสบความสำเร็จได้ถึงเพียงนี้ วิถีชีวิตของเอลลาพลิกผันยิ่งกว่านิยายหรือเรื่องราวในละครน้ำเน่า</p>
<p>เอลลา เจน ฟิตซ์เจอรัลด์ เกิดในเมืองนิวพอร์ตนิวส์ รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา วันที่ 25 เมษายน 1917 พ่อชื่อวิลเลียม แม่ชื่อเทมเพอแรนซ์ หรือเรียกสั้นๆ ว่า เทมพี หลังเธอเกิดไม่นานนัก พ่อแม่ก็แยกทางกัน เอลลา กับแม่ย้ายไปยังยองเกอร์ นิวยอร์ก สองแม่ลูกอยู่กับโจเซฟดา ซิลวา พ่อเลี้ยง</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-587" title="jc_ella_photoc_zoom1" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2009/04/jc_ella_photoc_zoom1.jpg" alt="jc_ella_photoc_zoom1" width="393" height="268" /></p>
<p>ปี 1932 แม่เสียชีวิตเนื่องจากได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ จากนั้นไม่นานโจเซฟดา ซิลวา สิ้นชีวิตด้วยโรคหัวใจวาย<br />
ในวัยเรียน ผลการเรียนของ เอลลา ตกต่ำ หนีเรียนบ่อย เพราะต้องหาเงินเพื่อช่วยเหลือครอบครัว เธอรับโพยหวยให้เจ้ามือซึ่งถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายในนครนิวยอร์ก ซ้ำร้ายบางครั้งรับจ้างดูต้นทางให้พวกโสเภณีเพื่อหลบหลีกตำรวจ เป็นประสบการณ์ช่วงหนึ่งของชีวิตบัดซบที่ต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอด</p>
<p>ช่วงแรกเธอใฝ่ฝันอยากเป็นนักเต้นอย่างลินดี้ ฮอพพิง นักเต้นที่ &#8216;ซาวอย&#8217; ที่ผู้คนหลงใหล อยู่ที่บ้านเอลลาพยายามฝึกเต้นเลียนแบบ เอิร์ล &#8220;สเนกฮิปส์&#8221; ทักเกอร์ ตอนพักเที่ยงที่โรงเรียน เธอกับเพื่อนมักโดดร่มหนีไปดูการแสดงที่โรงละคร</p>
<p>วันหนึ่ง เอลลา สาวรุ่นวัย 16-17 เข้าไปที่ &#8216;อพอลโลเธียเตอร์&#8217; ในรายการ &#8216;อเมเจอร์ไนต์ส&#8217; เพื่อแข่งขันกับเพื่อนคนอื่นอีกสองคน พอถึงคิวเธอออกเต้น รู้สึกประหม่าตื่นเต้น ขาสั่น เท้าเย็นชา มีผู้ตะโกนบอกว่าลองทำอย่างอื่นดีกว่า เธอประกาศต่อหน้าผู้ชมว่าขอร้องเพลงแทน คนดูพากันขบขัน เธอตัดสินใจร้องเพลง Judy และ The Object of My Affection ผลงานของโฮกี คาร์ไมเคิล ที่จำมาจากแผ่นเสียงของแม่ ร้องโดย คอนนี บอสเวลล์ นักร้องคนโปรดของเธอ พอเธอร้องจบผู้คนที่เคยหัวเราะเปลี่ยนมาเป็นปรบมือให้ด้วยความชื่นชม ขอให้เอลลาร้องต่ออีก 3 เพลง เป็นอันว่าเธอชนะการแข่งขัน ได้รับรางวัล 25 เหรียญ หนทางแห่งความเป็นนักร้องอาชีพเริ่มสว่างขึ้นแล้ว</p>
<p>ในเดือนมกราคม 1935 หลังจากได้รับรางวัลที่ &#8216;อพอลโลเธียเตอร์&#8217; เอลลามีโอกาสได้ร้องกับวงไทนี แบรดชอว์ที่ &#8220;ฮาร์เล็มโอเปร่าเฮ้าส์&#8221; หนึ่งสัปดาห์ต่อจากนั้นโชคยังเข้าข้างเอลลา เพราะวันที่เธอไปร้องที่ &#8216;อพอลโลเธียเตอร์&#8217; เบนนี คาร์เตอร์ นักอัลโตแซ็กโซโฟน ยิ่งใหญ่ในแวดวงดนตรีแจ๊ส เป็นหนึ่งในหมู่ผู้ชมคืนนั้น เห็นแววของเอลลาจึงชักนำให้ไปรู้จักกับ ชิค เวบบ์ หัวหน้าวงและมือกลองคนสำคัญแห่งวงการแจ๊ส ชิคเปิดโอกาสให้ เอลลา ร้องกับวง งานแรกที่มหาวิทยาลัยเยล ถือเป็นการทดสอบไปในตัว ผลปรากฏว่า เป็นที่ถูกใจของคนฟัง ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น ชิค ตกลงจ้างเธอออกตระเวนร้องกับวงไปยังที่ต่างๆ โดยให้ค่าตัวสัปดาห์ละ 12 เหรียญ 50 เซนต์ ต่อจากนั้นร้องประจำกับวงชิค เวบบ์ที่ &#8216;ซาวอยบอลรูม&#8217; คลับชื่อดัง ในย่านฮาร์เล็ม นครนิวยอร์ก</p>
<p>เอลลา ได้ร้องอัดแผ่นเสียงกับวงชิค เวบบ์ หลายเพลงรวมทั้งเพลงที่เธอร้องอัดแผ่นครั้งแรก (If You Can&#8217;t Sing It) You&#8217;ll Have To Swing It (Mr.Paganini) และ  Love And Kiss  ในปี 1937 เอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์ ได้รับการจัดอันดับเป็นนักร้องยอดเยี่ยมโดย &#8216;ดาวน์บีท&#8217; นิตยสารดนตรีแจ๊สที่เก่าแก่ ทรงอิทธิพลที่สุดของสหรัฐ ปี 1938 เพลง  A-Tisket, A-Tasket ได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่ง ชื่อเสียงของเอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์ เริ่มเป็นที่กล่าวขวัญของแฟนเพลงแจ๊สทั่วโลก กล่าวได้ว่า เอลลา แจ้งเกิดเพราะเพลงนี้</p>
<p>วันที่ 16 มิถุนายน 1939 ชิค เวบบ์ สิ้นชีวิต เอลลาต้องรับช่วงทำหน้าที่หัวหน้าวงแทน เปลี่ยนชื่อวงเป็น &#8220;เอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์แอนน์เฮอร์ ออร์เคสตรา&#8221; เธอทำหน้าที่นี้ไม่นานจึงได้เปลี่ยนไปเป็นศิลปินเดี่ยวเซ็นสัญญาอัดแผ่นเสียงกับแผ่นตรา Decca ขณะเดียวกันได้ร้องอัดแผ่นกับคณะ &#8220;อิงค์สปอตส์&#8221;, &#8220;เดลตาริธึ่มบอยส์&#8221; และ หลุยส์ จอร์แดน ผู้จัดการของเธอคือ มิลต์ เกเบลอร์</p>
<p><img class="alignnone size-medium wp-image-586" title="eydietonybennettandellafitzgerald1" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2009/04/eydietonybennettandellafitzgerald1-239x300.jpg" alt="eydietonybennettandellafitzgerald1" width="239" height="300" /></p>
<p>เอลลาเริ่มร่วมงานแสดงคอนเสิร์ตเป็นประจำกับกลุ่ม &#8220;Jazz at the Philharmonic ของนักจัดแจ๊ส นอร์แมน แกรนซ์ ความสัมพันธ์ของเอลลากับนอร์แมนแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดนอร์แมน แกรนซ์ กลายเป็นผู้จัดการส่วนตัวของเอลลา<br />
เอลลามีช่วงเสียงหรือพิสัยเสียงกว้างประมาณ 3 อ็อกเทฟ ซึ่งนักร้องทั่วไปมีช่วงเสียงประมาณ 1 อ็อกเทฟครึ่ง น้ำเสียงของเธอชัดเจน จังหวะแม่นยำ เธอพัฒนาเทคนิคการร้องเลียนเสียงเครื่องดนตรีโดยเปล่งคำที่ไม่มีความหมายในการร้อง &#8220;อิมโพรไวส์&#8221; หรือการร้องเชิงปฏิภาณ จนถือเป็นแบบอย่างการร้องที่นักร้องแจ๊สเอาเป็นแบบอย่าง</p>
<p>ในช่วงที่อยู่ในสังกัดกลุ่ม &#8220;แจ๊สแอตเดอะฟิลฮาร์โมนิค&#8221; เอลลาออกตระเวนแสดงคอนเสิร์ตทั่วสหรัฐอเมริกา  ยุโรปและเอเชีย เมื่อสิ้นสุดยุค &#8216;สวิง&#8217; ยุค &#8216;บีบ็อพ&#8217; ก็เข้ามาแทนที่ เอลลาร้องกับวงบิ๊กแบนด์ของดิซซี กิลเลสปี เป็นช่วงเดียวกับเอลลาเริ่มเน้นการร้องแบบ &#8216;สแกต&#8217; อัดแผ่นเสียงเพลง Oh, Lady Be Good; How High the Moon; Flying Home ได้รับความนิยมมาก ในปี 1947 เป็นหนึ่งในนักร้องแจ๊สชั้นนำ<br />
Ella Sings Gershwin เธอร้องคู่กับนักเปียโนเอลลิส ลาร์กินส์ ที่อัดกับ &#8216;เดคกา&#8217; เมื่อปี 1950 เป็นผลงานที่จัดว่าดีเยี่ยมชุดหนึ่ง จอร์จ เกิร์ชวิน เป็นผู้ประพันธ์ทำนอง ไอรา เกิร์ชวิน พี่ชายของจอร์จ ผู้ประพันธ์เนื้อร้องหลังจากได้ฟังการร้องจากแผ่นเสียงถึงกับออกปากว่า &#8220;ผมไม่เคยทราบว่าเพลงของเราดีอย่างไร จนกระทั่งได้ฟัง เอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์ ร้องนั่นแหละจึงทราบ&#8221;</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-584" title="7779-1-photo1" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2009/04/7779-1-photo1.jpg" alt="7779-1-photo1" width="376" height="480" /></p>
<p>ปี 1954 นิตยสาร &#8216;เมโทรโนม&#8217; จัดให้เอลลาเป็นนักร้องหญิงยอดเยี่ยม และคะแนนนิยมจากนักฟังและนักวิจารณ์ที่จัดโดยนิตยสาร &#8216;ดาวน์บีท&#8217; โหวตให้เธอเป็นนักร้องหญิงยอดเยี่ยม</p>
<p>ปี 1958 เอลลาได้รับรางวัล &#8216;แกรมมี่&#8217; ครั้งแรก เป็นนักร้องหญิงยอดเยี่ยมจากแผ่นชุด The Irving Berlin Songbook และร้องเดี่ยวแจ๊สยอดเยี่ยมจากชุด The Duke Ellington Songbook</p>
<p>ปีถัดมาได้รางวัล &#8216;แกรมมี่&#8217; นักร้องหญิงยอดเยี่ยมจากการร้องเพลง But Not For Me และนักร้องแจ๊สเดี่ยวยอดเยี่ยมจากแผ่นชุด Ella Swing Lightly เอลลา ได้รับรางวัลแกรมมี่ครั้งสุดท้ายปี 1990 จากแผ่นชุด All That Jazz ในสาขานักร้องแจ๊สหญิงยอดเยี่ยม รวมทั้งหมดเธอได้ &#8216;แกรมมี่&#8217; ถึง 13 รางวัล และได้รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ได้รับเหรียญตราศิลปะแห่งชาติจากประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน และเหรียญแห่งเสรีภาพจากประธานาธิบดีจอร์จ เอช ดับเบิลยู บุช</p>
<p>ชีวิตในบั้นปลายของเอลลาต้องทนทรมานกับโรคเบาหวานถึงกับต้องตัดขาทั้งสองข้าง เสียชีวิตที่เบเวอร์ลี ฮิลล์ แคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 1996 รวมผลงานอัดแผ่นประมาณ 70 ชุด ออกแผ่นขายทั่วโลกกว่า 40 ล้านแผ่น ตลอดชีวิตการเป็นนักร้องอาชีพ เธอร่วมงานกับนักดนตรีแจ๊สชั้นยอดมากมาย เช่น ดุ๊ก เอลลิงตัน, เคาน์ท เบซี,  โจ แพสส์, ออสการ์ พีเทอร์สัน&#8230;<br />
ความยิ่งใหญ่ของเอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์ เป็นที่ยอมรับของวงการดนตรีแจ๊ส ทุกคนต่างให้สมญาเธอว่าเป็น &#8216;สตรีหมายเลขหนึ่งแห่งเสียงเพลง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/581/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รำลึกถึง ลู รอว์ลส์</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/570</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/570#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 20 Apr 2009 08:39:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Reviews]]></category>
		<category><![CDATA[vocal]]></category>
		<category><![CDATA[ลู รอว์ลส์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=570</guid>
		<description><![CDATA[
Artist : Lou Rawls
Album : The Capitol Jazz &#38; Blues Sessions
Record : Capitol (CD)
รำลึกถึง ลู รอว์ลส์
หลังจากป่วยเป็นเวลาแรมปี ในที่สุด ลู รอว์ลส์ ได้จากโลกไปเมื่อวันที่ 6 มกราคม ที่ผ่านมา ด้วยโรคมะเร็งในปอด ซึ่งลุกลามขึ้นสู่สมอง
บันทึกของ ไมเคิล คัสคิวนา บุรุษซึ่งเป็นทั้งโปรดิวเซอร์และเพื่อนร่วมงาน ในอัลบั้มใหม่ที่ผลิตออกมาเพื่อรำลึกถึงนักร้องคนนี้ ระบุว่า การทำงานร่วมกับ ลู นั้น นับเป็นความน่าปีติยินดี เพราะเขามีความรักทั้งในบทเพลงและนักดนตรีที่ยิ่งใหญ่ บรรยากาศการทำงานอบอวลด้วยเสียงหัวเราะและเรื่องเล่าอันมีความหมาย
เหนืออื่นใด ลู รอว์ลส์ ซึ่งโดยพื้นฐานเติบโตมาจากครอบครัวชนชั้นล่างผิวสีในสังคมอเมริกัน เป็นคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาอุทิศตัวทำงานให้สาธารณะ โครงการประจำปี Parade of Stars ของเขา ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อหารายได้เข้ากองทุนการศึกษา United Negro College Fund ดำเนินงานมานาน 25 ปี หาเงินได้ราวๆ 200 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-full wp-image-572" title="007" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2009/04/007.jpg" alt="007" width="190" height="190" /></p>
<p>Artist : Lou Rawls<br />
Album : The Capitol Jazz &amp; Blues Sessions<br />
Record : Capitol (CD)</p>
<p><strong>รำลึกถึง ลู รอว์ลส์</strong></p>
<p>หลังจากป่วยเป็นเวลาแรมปี ในที่สุด ลู รอว์ลส์ ได้จากโลกไปเมื่อวันที่ 6 มกราคม ที่ผ่านมา ด้วยโรคมะเร็งในปอด ซึ่งลุกลามขึ้นสู่สมอง<span id="more-570"></span><br />
บันทึกของ ไมเคิล คัสคิวนา บุรุษซึ่งเป็นทั้งโปรดิวเซอร์และเพื่อนร่วมงาน ในอัลบั้มใหม่ที่ผลิตออกมาเพื่อรำลึกถึงนักร้องคนนี้ ระบุว่า การทำงานร่วมกับ ลู นั้น นับเป็นความน่าปีติยินดี เพราะเขามีความรักทั้งในบทเพลงและนักดนตรีที่ยิ่งใหญ่ บรรยากาศการทำงานอบอวลด้วยเสียงหัวเราะและเรื่องเล่าอันมีความหมาย</p>
<p>เหนืออื่นใด ลู รอว์ลส์ ซึ่งโดยพื้นฐานเติบโตมาจากครอบครัวชนชั้นล่างผิวสีในสังคมอเมริกัน เป็นคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาอุทิศตัวทำงานให้สาธารณะ โครงการประจำปี Parade of Stars ของเขา ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อหารายได้เข้ากองทุนการศึกษา United Negro College Fund ดำเนินงานมานาน 25 ปี หาเงินได้ราวๆ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ</p>
<p>แน่นอน อาจจะไม่ใช่เงินจำนวนมากนักในสายตามหาเศรษฐีทั้งหลาย แต่ความพยายามอย่างต่อเนื่องมั่นคงของคนๆ หนึ่ง ก็บ่งบอกได้ถึงขนาดของหัวใจ มากกว่าขนาดของเงินในกระเป๋าใครบางคน<br />
ผมรู้จัก ลู รอว์ลส์ นักร้องผิวสีเสียงเข้ม เปี่ยมด้วยบุคลิกภาพเฉพาะตัวชัดเจนเป็นครั้งแรก ผ่านเสียงร้องนุ่มๆ ของเขาในเพลง At Last จากอัลบั้มชื่อเดียวกันเมื่อปี ค.ศ.1989 ที่ออกกับสังกัด &#8220;บลูโน้ต&#8221;<br />
ตอนนั้นผมยังเรียนหนังสืออยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ความประทับใจของเด็กหนุ่มที่เติบโตมากับการฟังเพลงร็อค อย่าง แบล็ค ซับบาธ และ พิงค์ ฟลอยด์ ทำให้ค้นพบแง่มุมใหม่ๆ ว่าโลกนี้ยังมีดนตรีแนวอื่นๆ ที่มีเสน่ห์ในตัวเองให้ค้นหาไม่น้อย โดยเฉพาะโซล และบลูส์</p>
<p>ผมคุ้นเคยกับอัลบั้ม At Last บ่อยครั้ง ถึงขนาดโทรศัพท์ไปขอเพลงต่างๆ ในอัลบั้มนี้ จากดีเจวิทยุในยุคนั้น เช่น แพท พัฒน์พงศ์ แสงธรรม เพียงเพื่อหวังแบ่งปันความสุขด้วยเสียงเพลงไปยังผู้ฟังวงกว้าง และหวังให้พวกเขารู้จัก ลู รอว์ลส์ มากยิ่งขึ้น</p>
<p>กระทั่งวันหนึ่งมีโอกาสไปเป็นดีเจเสียเอง ผมยังจำได้ถึงความรู้สึกครั้งแรกที่เปิดเพลง If I Were A Magician พร้อมกับเสียงตอบรับที่ดังผ่านทางโทรศัพท์ในทันทีว่า &#8220;ใครคือเจ้าของเสียงร้องในเพลงที่กำลังออกอากาศ !&#8221;</p>
<p>ด้วยข้อจำกัดของการเสพฟังผลงานย้อนกลับไปหายุคคลาสสิก ซึ่งไม่ได้มีวางขายทั่วไปในสังคมไทย แฟนเพลงอาจจะรู้จักสุ้มเสียงที่มีมวลหนานุ่มของ ลู จากงานในยุคหลังเสียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งที่งานบันทึกเสียงกับสังกัด &#8220;แคปิตอล&#8221; ระหว่างปี ค.ศ.1962-1970 คือผลงานระดับมาสเตอร์พีซของเขาที่ไม่ควรผ่านเลย หากคุณเริ่มหลงใหลในเสียงร้องของชายผู้มองโลกในแง่ดีคนนี้</p>
<p>อัลบั้ม The Capitol Jazz &amp; Blues Sessions ที่ผลิตออกมาเนื่องในการจากไปของนักร้องระดับตำนานคนนี้ จึงถือเป็นโอกาสอันดีสำหรับการเปิดประสบการณ์การฟัง โดยเฉพาะช่วงทศวรรษ 1960s ลู กำลังอยู่ในวัย 30 เศษๆ ผ่านงานภาคสนามมาอย่างโชกโชนและเคี่ยวกรำการร้องเพลงจนได้ที่</p>
<p>ก่อนหน้าเซ็นต์สัญญากับสังกัด &#8220;แคปิตอล&#8221; ราว 4 ปี ลู รอว์ลส์ ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ ขณะเดินทางทัวร์แสดงดนตรีร่วมกับ แซม คุก ซึ่งกำลังโด่งดังเป็นพลุในเวลานั้น แซม ไม่เป็นอะไรมาก แต่สมองของ ลู กระทบกระเทือนอย่างหนัก เขาอยู่ในอาการโคม่านานถึง 5 วัน ก่อนร่างกายจะฟื้นตัวจนพ้นขีดอันตราย</p>
<p>หลังจากประสบการณ์เฉียดตายในครั้งนั้น ลู เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตใหม่ เขาเลิกเดินทางไกลเพื่อแสดงดนตรี ตัดสินใจลงหลักปักฐานที่เมืองลอสแองเจลิส ซึ่งเป็นจังหวะที่เปิดทางให้เขาได้เซ็นต์สัญญากับสังกัดแห่งนี้ในปี ค.ศ.1961 ร่ำลือกันว่าห้องอัดของ แคปิตอล ที่ลอสแองเจลิสนั้น ให้คุณภาพเสียงในระดับแนวหน้าของวงการ</p>
<p>ไม่เพียงคุณภาพเสียง แต่ทั้งคุณภาพของเสียงร้องและเสียงดนตรีของตัวอย่างเพลง 20 เพลงในอัลบั้มนี้ เป็นเครื่องยืนยันความพิเศษสุดของศิลปะดนตรีในแบบฉบับของ ลู รอว์ลส์ ได้ดี ในด้านดนตรี เป็นการทำงานต่างกรรมต่างวาระ ร่วมกับนักดนตรีระดับยอดฝีมือ ทั้งขนาดวงเล็กและวงใหญ่ มีกลุ่มเครื่องสายอันวิจิตรเติมแต่งให้เพลงงดงามยิ่งขึ้น</p>
<p>ส่วนในด้านการร้อง ลู พัฒนาตัวเองจากนักร้องแนวกอสเปล ข้ามมาสู่โซล, บลูส์ และ แจ๊ส ได้อย่างประสานกลมกลืน สังเคราะห์ขึ้นเป็นแบบฉบับของ ลู โดยเฉพาะ ในอัลบั้มจึงมีทั้งเพลงอย่าง Motherless Child เพลงสปิริตชวลเก่าแก่ที่ได้เพื่อนเก่าของวง เดอะ พิลกริม เทรเวเลอร์ส มาสนับสนุน ไปจนถึงเพลงบลูส์ How Long How Long Blues ของ รีรอย คาร์ร หรือ Georgia On My Mind เพลงคันทรี่ที่ปรับเปลี่ยนโทนจากเวอร์ชั่นของ เรย์ ชาร์ลส์ เข้ามาสู่โทนเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วน Let&#8217;s Burn Down the Cornfield เพลงของ แรนดี นิวแมน ที่นำมาตีความได้อย่างเฉพาะเจาะจง ไม่เหมือนใคร ถือเป็นอีกหลักไมล์หนึ่งของ ลู</p>
<p>ในอัลบั้มนี้ยังมีเพลงที่ไม่เคยเผยแพร่มาก่อนอีกจำนวนหนึ่ง โดยส่วนตัวผมคิดว่า Fine And Mellow ที่ ลู นำงานของ บิลลี ฮอลิเดย์ ร้องใหม่และบันทึกเสียงในปี ค.ศ.1963 นั้น เผยให้เห็นแง่มุมความเป็นนักร้องแจ๊สของเขาที่หลายท่านอาจไม่เคยสัมผัสมาก่อน</p>
<p>เป็นแง่มุมของศิลปินที่แฟนเพลงได้แต่น้อมศีรษะคำนับด้วยความชื่นชม.</p>
<p><em>- อนันต์ ลือประดิษฐ์ -</em></p>
<p><strong>Lou Rawls / The Capitol Jazz &amp; Blues Sessions / Capitol</strong><br />
<strong>Tracks</strong> : <em>1. Motherless Child, 2. God Bless The Child, 3. Nobody But Me, 4. Blues For The Weepers, 5. Goin&#8217; To Chicago Blues, 6. How Long How Long Blues, 7. Southside Blues/Tobacco Road, 8. Something Stirring In My Soul, 9. Georgia On My Mind, 10. So Hard To Laugh So Easy To Cry, 11. Old Folks, 12. Somebody Have Mercy, 13. Why Do I Love You So, 14. Street Of Dreams, 15. I Wonder, 16. Let&#8217;s Burn Down The Cornfield, 17. One For My Baby One More For The Road, 18. Mean Old World, 19. Long Gone Blues, 20. Fine And Mellow</em><br />
<strong>Personnel</strong> : <em>various musiciansand band leaders including Les McCann, Benny Carter,</em></p>
<p><strong>Recording Date </strong>: <em>various sessions between 1962-1970</em></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/570/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ส่วนผสมใหม่จาก ลิซซ์ ไรท์</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/565</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/565#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 20 Apr 2009 08:35:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Reviews]]></category>
		<category><![CDATA[vocal]]></category>
		<category><![CDATA[ลิซซ์ ไรท์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=565</guid>
		<description><![CDATA[
Artist : ลิซซ์ ไรท์ Lizz Wright
Album : Dreaming Wide Awake
Record : Verve Forecast
ส่วนผสมใหม่จาก ลิซซ์ ไรท์
ความสำเร็จอย่างงดงามของ ลิซซ์ ไรท์ จากอัลบั้ม Salt ไม่เพียงเสียงตอบรับของแฟนเพลงเท่านั้น หากยังเปิดโอกาสให้เธอได้ทำงานอย่างอิสระดังใจนึกฝัน
ย่างก้าวที่สองของสาววัย 25 ปีจากเมืองฮาฮิรา มลรัฐจอร์เจียคนนี้ ดิ่งลึกลงสู่เรื่องราวภายใน ด้วยแรงบันดาลใจที่ครั้งหนึ่งเธอได้รับจากเพลง Angel ของ ซาราห์ แมคลาคแลน หากเธอได้ขยับขยายไปสู่สุ้มเสียงเฉพาะตัวยิ่งขึ้น ในอัลบั้ม Dreaming Wide Awake
แม้แนวทางดังกล่าวจะห่างไกลภาพลักษณ์ความเป็นนักร้องแจ๊สของเธอ จากที่เคยถ่ายทอดบทเพลงของ บิลลี ฮอลิเดย์ มาก่อนหน้านี้ แต่ด้วยแนวทางนี้ ลิซซ์ แสดงจุดยืนชัดเจนในแนวทางของเธอมากขึ้น
ตัวโน้ตแรกจากอัลบั้ม ดังขึ้นจากเสียงกีตาร์ของ บิลล์ ฟริเซลล์ แขกรับเชิญคนสำคัญคนหนึ่งในอัลบั้มนี้ เพลง A Taste of Honey เพลงฮิตจากยุคซิกซ์ตีส์ มีพลังสะกดผู้ฟังให้หลุดหายไปจากโลกปัจจุบัน ซึ่งรายล้อมด้วยอัตราความเร่งในทุกสรรพสิ่ง คลี่คลายไปสู่โลกของคนเดินช้า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-full wp-image-567" title="006" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2009/04/006.jpg" alt="006" width="190" height="190" /></p>
<p>Artist : ลิซซ์ ไรท์ Lizz Wright<br />
Album : Dreaming Wide Awake<br />
Record : Verve Forecast</p>
<p><strong>ส่วนผสมใหม่จาก ลิซซ์ ไรท์</strong></p>
<p>ความสำเร็จอย่างงดงามของ ลิซซ์ ไรท์ จากอัลบั้ม Salt ไม่เพียงเสียงตอบรับของแฟนเพลงเท่านั้น หากยังเปิดโอกาสให้เธอได้ทำงานอย่างอิสระดังใจนึกฝัน<span id="more-565"></span><br />
ย่างก้าวที่สองของสาววัย 25 ปีจากเมืองฮาฮิรา มลรัฐจอร์เจียคนนี้ ดิ่งลึกลงสู่เรื่องราวภายใน ด้วยแรงบันดาลใจที่ครั้งหนึ่งเธอได้รับจากเพลง Angel ของ ซาราห์ แมคลาคแลน หากเธอได้ขยับขยายไปสู่สุ้มเสียงเฉพาะตัวยิ่งขึ้น ในอัลบั้ม Dreaming Wide Awake</p>
<p>แม้แนวทางดังกล่าวจะห่างไกลภาพลักษณ์ความเป็นนักร้องแจ๊สของเธอ จากที่เคยถ่ายทอดบทเพลงของ บิลลี ฮอลิเดย์ มาก่อนหน้านี้ แต่ด้วยแนวทางนี้ ลิซซ์ แสดงจุดยืนชัดเจนในแนวทางของเธอมากขึ้น<br />
ตัวโน้ตแรกจากอัลบั้ม ดังขึ้นจากเสียงกีตาร์ของ บิลล์ ฟริเซลล์ แขกรับเชิญคนสำคัญคนหนึ่งในอัลบั้มนี้ เพลง A Taste of Honey เพลงฮิตจากยุคซิกซ์ตีส์ มีพลังสะกดผู้ฟังให้หลุดหายไปจากโลกปัจจุบัน ซึ่งรายล้อมด้วยอัตราความเร่งในทุกสรรพสิ่ง คลี่คลายไปสู่โลกของคนเดินช้า เคลื่อนไหวอย่างอ้อยอิ่งไปตามครรลองของสุนทรียภาพ</p>
<p>รู้สึกผ่อนคลายบ้างไหม คุณลองถามตัวเอง</p>
<p>Get Together ให้ความงดงามไม่แพ้กัน เสียงกีตาร์ใสๆ กับเพอร์คัสชั่นพอเหมาะ เสียงร้องของ ลิซซ์ ให้มิติของแสงเงาอันมลังเมลือง ขณะที่เพลง Dreaming Wilde Awake บิลล์ ฝากเสียงกีตาร์หวานฉ่ำ ซาวด์จากเอฟเฟคท์ดีเลย์อันหมดจด กับสุ้มเสียงการร้องที่เต็มไปมวลหนักแน่น หากให้ความรู้สึกผ่อนคลายอยู่ในที</p>
<p>อัลบั้มชุดนี้ ลิซซ์ แต่งเพลงเอาไว้จำนวนหนึ่ง โดยเธอเปลี่ยนจากเปียโนมาทดลองจับคอร์ดกีตาร์ เพื่อค้นหาช่องทางใหม่ๆ ในการสื่อสาร เพลงอย่าง Trouble และ Hit The Ground เป็นผลพวงจากการทดลองดังกล่าว โดยในเพลงหลัง ลิซซ์ ได้ทีมนักแต่งเพลงชื่อดังของวงการ อย่าง เจสซี แฮร์ริส และ โตชิ เรกอน ร่วมแต่ง</p>
<p>เจสซี ยังมีเพลง Without You เป็นเพลงฝากในอัลบั้ม ขณะที่ตอนท้ายมีโบนัสแทร็คจากฝีมือการประพันธ์ของ ไดอานา ครอลล์ และสามีหนุ่ม เอลวิส คอสเตลโล ในเพลง Narrow Daylight (เวอร์ชั่นเดิมอยู่ในอัลบั้ม The Girl in the Other Room ของไดอานา ครอลล์) ให้แฟนเพลงอิ่มเอมยิ่งขึ้น</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ในอัลบั้มยังมีเพลงชั้นดีอื่นๆ ที่น่าสนอีกไม่น้อย ตั้งแต่ Stop เพลงในระดับมิดเทมโปที่ให้ความรู้สึกสดใส, When I CLose My Eyes จากบทประพันธ์ของ ช็อกโกแลต จีเนียส เสียงออร์แกนในเพลงนี้ให้ความรู้สึกย้อนยุคดีแท้, I&#8217;m Confessin&#8217; เป็นงานคลาสสิกที่ ลิซซ์ ถ่ายทอดได้อย่างนุ่มนวลชวนฝันทีเดียว ขณะที่ Old Man ที่ต่อเนื่องกันมา เป็นเพลงเก่าของ นีล ยังก์ คลี่คลายมาเป็นเวอร์ชั่นของนักร้องหญิง ให้ความรู้สึกแปลกแปร่งไปอีกแบบ</p>
<p>โดยส่วนตัว ผมชื่นชอบ Wake Up, Little Sparrow เป็นเพลงโฟล์คหวานเศร้าเก่าแก่ของ เอลลา เจนกินส์ ที่ได้ชื่อว่าเป็นบรมครูของเพลงเด็ก โดยนักร้องสาวถ่ายทอดอย่างเป็นตัวของตัวเอง แนวทางการเรียบเรียงดนตรีในเพลงนี้เรียบง่าย และลงตัวดีทีเดียว</p>
<p>อัลบั้มชุดนี้ของ ลิซซ์ ไรท์ ได้ เคร็กจ์ สตรีท เป็นโปรดิวเซอร์ เคร็กจ์ เคยฝากฝีมือไว้ในอัลบั้มของนักร้องชื่อดัง อย่าง แคสซานดรา วิลสัน และ เคดี แลงก์ มาแล้ว ทั้งนี้สุ้มเสียงโดยภาพรวมของอัลบั้ม ชวนให้คิดถึงผลงานดนตรีที่ใกล้เคียงระหว่าง ซาราห์ แมคลาคแลน, แคสซานดรา วิลสัน, ลอรา ไนโร และ ฯลฯ</p>
<p>หากคุณกำลังค้นหาซาวด์ดนตรีที่สะอาด หมดจด และมีเอกลักษณ์ ลิซซ์ ไรท์ คือทางเลือกที่น่าสนใจในเวลานี้.</p>
<p><em>- อนันต์ ลือประดิษฐ์ -</em></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/565/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
