<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>BangkokJazzLife.com</title>
	<atom:link href="http://www.bangkokjazzlife.com/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.bangkokjazzlife.com</link>
	<description>The Best Companion for Thai Jazz Society</description>
	<lastBuildDate>Mon, 08 Mar 2010 16:19:58 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>โจ เฮนเดอร์สัน นักเทเนอร์แซ็กโซโฟนผู้สุขุม ลุ่มลึก</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1316</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1316#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 08 Mar 2010 16:14:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Bio]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=1316</guid>
		<description><![CDATA[
นักเทเนอร์แซ็กโซโฟนผู้มีเส้นกราฟชีวิตเป็นเส้นตรง ราบเรียบ เรียนรู้ที่จะมีความสุขและอยู่กับเสียงเพลงมาตั้งแต่วัยเยาว์ มีแซ็กโซโฟนเป็นของเล่นชิ้นโปรด ผ่านการฝึกฝน ทั้งในด้านการฟัง และทักษะการเล่นมาอย่างโชกโชน เป็นตัวอย่างของนักดนตรีแจ๊สที่เปิดโลกกว้างทางดนตรี ด้วยการฟัง และศึกษาดนตรีหลากแนวทั้งโฟล์ค, คันทรี่, บลูส์, ร็อคแอนด์โรลล์ จนถึงดนตรีคลาสสิก
แม้ว่าเขาได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วจากเพื่อนนักดนตรี นักวิจารณ์ และโลดเล่นอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี แต่กว่าจะมีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ก็ล่วงเลยมาจนกระทั่งช่วงท้ายของชีวิต แต่แล้ว โจ เฮนเดอร์สัน (Joe Henderson) ก็กลายมาเป็น 1 ใน 5 นักเทเนอร์แซกโซโฟนชั้นนำที่มีผลงานโดดเด่นครองใจผู้ฟัง
โจ เฮนเดอร์สัน เกิดเมื่อวันที่ 24 เมษายน ค.ศ.1937 เมืองลิมา มลรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา โจ เกิดในครอบครัวใหญ่ห้อมล้อมไปด้วยพี่น้องหญิง ชายรวมทั้งหมด 15 คน เติบโตมากับบทเพลงคันทรีที่ได้รับฟังจากสถานีวิทยุ ในขณะเดียวกันก็เรียนรู้โลกของดนตรีแจ๊ส ผ่านแผ่นเสียง ของสะสมของพี่ชายคนหนึ่งซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ โจ มักเข้าไปคลุกคลีในวัยเด็ก
โจ ให้ความสนใจเครื่องดนตรีแซ็กโซโฟน และมีโอกาสได้ฟังผลงานของนักแซ็กโซโฟนรุ่นใหญ่อย่าง Lester Young, Illinois [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-1320" title="Joe1" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/03/Joe1-207x300.jpg" alt="Joe1" width="207" height="300" /></p>
<p>นักเทเนอร์แซ็กโซโฟนผู้มีเส้นกราฟชีวิตเป็นเส้นตรง ราบเรียบ เรียนรู้ที่จะมีความสุขและอยู่กับเสียงเพลงมาตั้งแต่วัยเยาว์ มีแซ็กโซโฟนเป็นของเล่นชิ้นโปรด ผ่านการฝึกฝน ทั้งในด้านการฟัง และทักษะการเล่นมาอย่างโชกโชน เป็นตัวอย่างของนักดนตรีแจ๊สที่เปิดโลกกว้างทางดนตรี ด้วยการฟัง และศึกษาดนตรีหลากแนวทั้งโฟล์ค, คันทรี่, บลูส์, ร็อคแอนด์โรลล์ จนถึงดนตรีคลาสสิก</p>
<p>แม้ว่าเขาได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วจากเพื่อนนักดนตรี นักวิจารณ์ และโลดเล่นอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี แต่กว่าจะมีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ก็ล่วงเลยมาจนกระทั่งช่วงท้ายของชีวิต แต่แล้ว โจ เฮนเดอร์สัน (Joe Henderson) ก็กลายมาเป็น 1 ใน 5 นักเทเนอร์แซกโซโฟนชั้นนำที่มีผลงานโดดเด่นครองใจผู้ฟัง<span id="more-1316"></span><br />
โจ เฮนเดอร์สัน เกิดเมื่อวันที่ 24 เมษายน ค.ศ.1937 เมืองลิมา มลรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา โจ เกิดในครอบครัวใหญ่ห้อมล้อมไปด้วยพี่น้องหญิง ชายรวมทั้งหมด 15 คน เติบโตมากับบทเพลงคันทรีที่ได้รับฟังจากสถานีวิทยุ ในขณะเดียวกันก็เรียนรู้โลกของดนตรีแจ๊ส ผ่านแผ่นเสียง ของสะสมของพี่ชายคนหนึ่งซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ โจ มักเข้าไปคลุกคลีในวัยเด็ก<br />
โจ ให้ความสนใจเครื่องดนตรีแซ็กโซโฟน และมีโอกาสได้ฟังผลงานของนักแซ็กโซโฟนรุ่นใหญ่อย่าง Lester Young, Illinois Jacquet, Coleman Howkins และ Wardell Gray จากกองสมบัติเหล่านั้น</p>
<p>อิทธิพลแรกๆ ที่ทำให้เขาอยากเล่นดนตรี มาจากนักแซ็กโซโฟนผู้เป็นตำนานของวงการแจ๊สนั่นก็คือ Lester Young โจ เรียนรู้การเป่าแซ็กโซโฟนจากแผ่นเสียง เขาได้รับการฝึกฝนตั้งแต่เด็ก ด้วยการฟังเสียงโซโลของ Lester Young จากนั้นลองค้นหาโน้ตแต่ละตัวที่ได้ยินบนแป้นแซ็กโซโฟนของเขา โดยมีพี่ชายคอยช่วยเหลือ และนี่ก็คือการฝึกฝนทักษะในช่วงอายุ 9 ขวบ ซึ่งส่งผลมาถึงรูปแบบการเล่นในอนาคตของ โจ</p>
<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-1321" title="Joe2" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/03/Joe2-200x300.jpg" alt="Joe2" width="200" height="300" /></p>
<p>นอกจากนี้เขายังใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฟังเพลงในแนวริทึม แอนด์ บลูส์ ,คันทรี ในขณะเดียวกันก็ชื่นชอบเพลงแจ๊สในสไตล์ Bebob ที่มักเน้นการอิมโพรไวเซชัน โจ เริ่มปรับปรุง พัฒนาการเล่นจากสิ่งที่ได้รับฟัง สำหรับเขาในขณะนั้น แซ็กโซโฟนเปรียบเสมือนของเล่นชิ้นโปรด ที่ให้ทั้งความเพลิดเพลิน และมีบางอย่างที่ต้องค้นหา<br />
เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น โจ มีโอกาสไปตามสถานที่เต้นรำ เพื่อชมการแสดงของ James Brown, Bo Diddley, B.B. King, Chuck Berry ซึ่งเดินทางมาเปิดการแสดงในเมืองของเขา โดย โจ มักให้ความสำคัญไปที่นักแซ็กโซโฟนซึ่งร่วมแสดงอยู่ในวงต่างๆ</p>
<p>โจ เริ่มหาซื้องานบันทึกเสียงของศิลปินหลายคน เพื่อฟังและศึกษาแนวทางการสร้างสรรค์ผลงานของศิลปินแต่ละคน เขาสนใจฟังผลงานของ Stan Getz, Woody Herman, Stan Kenton, Herbie Steward และ Duke Ellington เป็นพิเศษ ในขณะเดียวกันเขาก็ชื่นชอบบทประพันธ์ของ Bartok, Stravinsky และ Hindemith จากฟากดนตรีในสายของเพลงคลาสิก การเปิดกว้างทางดนตรีนี้เอง คือวัตถุดิบที่สำคัญในการสร้างสรรค์ของ โจ เฮนเดอร์สัน ในเวลาต่อมา<br />
นอกจากนี้ โจ ใช้เวลาส่วนหนึ่งออกมาพบปะพูดคุยกับเหล่านักดนตรีท้องถิ่น เขาได้เรียนรู้สิ่งต่างๆเพิ่มขึ้น และเริ่มออกแสดงตามสถานที่เต้นรำภายในเมือง ซึ่งก็คืออีกหน้าหนึ่งของประสบการณ์ที่ โจ ได้สัมผัส เมื่ออายุได้ 15 ปี โจ เริ่มสนใจการแต่งเพลง ผลงานชิ้นแรกของเขามีชื่อว่า “Record Me” เจือกลิ่นอายของเพลงละตินที่เขาชื่นชอบ โดยผสมผสานกับแนวเพลงบอสซา โนวา ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนั้น</p>
<p>หลังจากจบการศึกษาในระดับไฮสคูล จากโรงเรียนในละแวกบ้าน พี่ชายของ โจ เป็นบุคคลที่มีส่วนผลักดัน และสนับสนุนให้ โจ เรียนต่อทางด้านดนตรีที่ Kentucky State Collage 1 ปีต่อมาย้ายมาศึกษาต่อที่ Wayne University ในเมืองดีทรอยท์ ที่นั่น เขาได้พบกับเพื่อนนักศึกษา ซึ่งเป็นนักดนตรีแจ๊สมืออาชีพ อย่าง Yusef Lateef, Donald Byrd, Kenny Burrell พวกเขาได้เรียนบางวิชาร่วมกัน</p>
<p>การเรียนใน Wayne University โจ ให้ความสนใจเรียนเครื่องดนตรีอื่นๆ เพิ่มเติม อาทิ ฟลุท และ ดับเบิลเบส ในขณะเดียวกัน โจ สมัครเรียนเพิ่มเติมกับ Larry Teal เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับทฤษฎีดนตรี, ฮาร์มอนี, ทักษะและเทคนิคการเล่นแซ็กโซโฟน ที่ “Teal School of Music”<br />
ช่วงปี ค.ศ.1960-62 โจ รับราชการในกองทัพสหรัฐ หลังจากเข้าร่วมเล่นดนตรีกับวงดนตรีทหารบก “United States Army Band” ความสามารถทางดนตรีอันโดดเด่น ทำให้เขาได้รับคัดเลือก เดินทางไปแสดงยังค่ายทหารต่างๆ ซึ่งประจำการอยู่ในต่างแดน ทั้งเกาหลี, ญี่ปุ่น, อังกฤษ, เยอรมัน, อิตาลี โดยครั้งหนึ่งของการแสดง โจ ได้ร่วมเล่นกับ Kenny Clark และ Kenny Drew สองนักดนตรีฝีมือเด่น ที่นครปารีส ประเทศฝรั่งเศส</p>
<p>หลังจากปลดประจำการในเดือนสิงหาคมในปี 1962 โจ เฮนเดอร์สัน ในวัย 25 ปีมุ่งหน้าสู่มหานครนิวยอร์ก ศูนย์กลางความบันเทิง แหล่งรวมบรรดายอดฝีมือของวงการแจ๊ส เขามีโอกาสได้รู้จักและร่วมงานกับ เคนนี ดอแรห์ม (Kenny Dorham) ซึ่งเป็นนักทรัมเป็ตรุ่นใหม่ โดย เคนนี ชักนำให้ โจ ร่วมงาน และเซ็นสัญญากับสังกัด Blue Note<br />
โจ แฮนเดอร์สัน เข้าห้องอัดเสียงครั้งแรก เพื่อทำงานให้แก่ เคนนี ในอัลบั้ม Una Mas และทำอัลบั้ม Page One ในนามของตนเอง หลังจากนั้น โจ มีงานออกกับสังกัด “Blue Note” จำนวนหนึ่ง พร้อมกับงานไซด์แมนให้แก่นักดนตรีและวงดนตรีที่ค่อนข้างหลากหลาย แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนักในแง่ของยอดขาย<br />
ปี1964-1966 ร่วมงานกับ Horace Silver’s Quintet จากนั้นเล่นกับวง Herbie Hancock Sextet ในปี 1969-1970 และเคยเล่นช่วงสั้นๆ กับ ไมล์ส เดวิส โจ ออกผลงานกับสังกัด “Milestone “ และย้ายไปอยู่ที่ซานฟรานซิสโก เริ่มต้นงานสอนดนตรี ก่อนจะเงียบหายไปชั่วระยะหนึ่ง</p>
<p>แม้ว่าฝีมือการบรรเลงของ โจ เฮนเดอร์สัน จะมีสำเนียง ลีลาการเล่นที่โดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเป็นที่ยอมรับกันในหมู่ของนักดนตรี แต่ดูเหมือนว่าผลงานต่างๆของ โจ ที่ผ่านมา จะไม่ประสบความสำเร็จในวงกว้าง เนื่องจากเขาไม่เป็นที่รู้จักในหมู่นักฟัง จนกระทั่งปี 1992 โจ ย้ายมาอยู่กับสังกัด “Verve” และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มผู้ฟัง เมื่อเขาทยอยออกผลงาน 3 อัลบั้ม ทำงานเพลงอุทิศให้กับ Billy Strayhorn, Miles Davis และ Antonio Carlos Jobim ส่งผลให้ผลงานของเขาที่ผ่านมาได้รับความสนใจเช่นกัน<br />
โจ มีผลงานอีกหลายอัลบั้มกับสังกัด Verve ในช่วงท้ายของชีวิตเขาได้ชื่นชมกับรางวัลแกรมมี 4 รางวัล จากอัลบั้ม Lush Life (The Music of Billy Strayhorn) ในปี ค.ศ. 1922, อัลบั้ม Joe Henderson Big Band ในปี ค.ศ. 1997, และอีก 2 รางวัลจากอัลบั้ม So Near, So Far (Musings for Miles) ในปี ค.ศ. 1993 รวมทั้งชนะผลการโหวตคะแนนนิยมจากผู้อ่าน และผู้ฟังในหลายสำนัก เป็นความสำเร็จที่ได้มาในช่วงหลักไมล์สุดท้ายของชีวิต หลังจากได้รับรางวัลแกรมมีตัวสุดท้ายในปี 1997 จากอัลบั้ม Joe Henderson Big Band ด้วยอุปสรรคของวัย และปัญหาทางด้านสุขภาพ ทำให้ โจ ต้องหยุดการแสดงดนตรีที่เขารัก จนกระทั่งวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ.2001 โจ ลาจากโลกนี้ไปจากอาการหัวใจล้มเหลว ด้วยวัยเพียง 64 ปี&#8230;&#8230;&#8230;เรียบเรียงโดย Jessica</p>
<p><object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="480" height="385" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/lCEjkzJRgC8&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;" /><param name="allowfullscreen" value="true" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="480" height="385" src="http://www.youtube.com/v/lCEjkzJRgC8&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;" allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always"></embed></object></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1316/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Tribute to Jobim</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1306</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1306#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 07 Mar 2010 00:53:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Events]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=1306</guid>
		<description><![CDATA[
JazzLife Mini Concert @ Brown Sugar
แพง ศักดิ์ศรี วงศ์ธราดล นักเปียโนและนักประพันธ์ดนตรี อาจารย์ประจำคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมกับเพื่อนๆ จัดการแสดงดนตรีในพื้นที่กระทัดรัด อบอุ่น ในบรรยากาศของประวัติศาสตร์แจ๊สไทย ในผับ บราวน์ชูการ์ โดยมี อ.ฮง ชนุตร์ เตชธนนันท์ เป็นมือกลอง และ อ.โอ๋ พรชาติ วิริยภาค เป็นมือเบส
งานนี้ร่วมด้วยนักร้องชาวดัทช์รุ่นใหญ่ นาม โจซี โคนิง ซึ่งจะมาฝากคุณภาพเสียงการร้องที่เธอเคี่ยวกรำมานาน กับบทเพลงในสไตล์บอสซาโนวาและบราซิเลียนที่เธอถนัด ในเวลาเดียวกันยังมี สตีฟ แคนนอน มือทรัมเป็ตที่ฝาดโผนอยู่ในยุทธจักรดนตรีทั้งในไทย เอเชีย และสหรัฐ มาสร้างสีสันให้เต็มอิ่ม
แนวคิดในการนำเสนองานครั้งนี้ อ.แพง ตั้งใจที่จะอุทิศให้แก่ อันโตนิโอ คาร์ลอส โจบิม นักแต่งเพลงและนักดนตรีัชาวบราซิเลียน ที่มีส่วนในการผลักดันให้เกิด &#8220;บอสซา โนวา&#8221; ดนตรีแนวใหม่ขึ้นในโลก เมื่อปลายยุค 50s จนกลายมาเป็นดนตรีที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีงานประพันธ์ใหม่จากอัลบั้ม Seagull ของเขาอีกด้วย
สำหรับที่มาของงานนี้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-1307" title="poster1" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/03/poster1-211x300.jpg" alt="poster1" width="211" height="300" /><br />
JazzLife Mini Concert @ Brown Sugar<br />
แพง ศักดิ์ศรี วงศ์ธราดล นักเปียโนและนักประพันธ์ดนตรี อาจารย์ประจำคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมกับเพื่อนๆ จัดการแสดงดนตรีในพื้นที่กระทัดรัด อบอุ่น ในบรรยากาศของประวัติศาสตร์แจ๊สไทย ในผับ บราวน์ชูการ์ โดยมี อ.ฮง ชนุตร์ เตชธนนันท์ เป็นมือกลอง และ อ.โอ๋ พรชาติ วิริยภาค เป็นมือเบส<span id="more-1306"></span></p>
<p>งานนี้ร่วมด้วยนักร้องชาวดัทช์รุ่นใหญ่ นาม โจซี โคนิง ซึ่งจะมาฝากคุณภาพเสียงการร้องที่เธอเคี่ยวกรำมานาน กับบทเพลงในสไตล์บอสซาโนวาและบราซิเลียนที่เธอถนัด ในเวลาเดียวกันยังมี สตีฟ แคนนอน มือทรัมเป็ตที่ฝาดโผนอยู่ในยุทธจักรดนตรีทั้งในไทย เอเชีย และสหรัฐ มาสร้างสีสันให้เต็มอิ่ม</p>
<p>แนวคิดในการนำเสนองานครั้งนี้ อ.แพง ตั้งใจที่จะอุทิศให้แก่ อันโตนิโอ คาร์ลอส โจบิม นักแต่งเพลงและนักดนตรีัชาวบราซิเลียน ที่มีส่วนในการผลักดันให้เกิด &#8220;บอสซา โนวา&#8221; ดนตรีแนวใหม่ขึ้นในโลก เมื่อปลายยุค 50s จนกลายมาเป็นดนตรีที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน</p>
<p>ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีงานประพันธ์ใหม่จากอัลบั้ม Seagull ของเขาอีกด้วย</p>
<p>สำหรับที่มาของงานนี้ เป็นความร่วมมือระหว่าง JazzLife กับ Brown Sugar โดยการสนับสนุนของ แป๊ะ บราวน์ชูการ์ ด้วยมุ่งหวังให้เกิดคอนเสิร์ตเฉพาะกิจขึ้น อย่างน้อยๆ เดือนละหนึ่งครั้งในยามบ่ายหรือค่ำของวันอาทิตย์ โดยเปิดโอกาสให้คนรักดนตรี ได้มีส่วนสนับสนุนกิจกรรมโดยตรง ด้วยการซื้อบัตรเข้าชม (cover charge) ในราคา 300 บาท เพื่อร่วมกันสนับสนุนให้วงการแจ๊สมีลมหายใจ และมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องต่อไป</p>
<p>++++++++++++</p>
<p>JazzLife Mini Concert @ Brown Sugar</p>
<p>Tribute to Jobim</p>
<p>Pang Saksri Vongdharadon &amp; Friends<br />
Featuring Dutch Diva Josee Koning &amp; Trumpet Player Steve Cannon</p>
<p>Date : Sunday March 21, 2010<br />
Venue : Brown Sugar Pub &amp; Restaurant , Lang Suan<br />
Show Time : 3.30-5.30 PM</p>
<p>Ticket 300 baht included 1 drink (Beer or Softdrink)<br />
Available @ Brown Sugar, Silpakorn Faculty of Music &#8211; Talingchan<br />
Phone Order / more information tel.086-7062080</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1306/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บนแผง 1-7 มีนาคม 2553</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1293</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1293#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 04 Mar 2010 01:55:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[New CDs]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=1293</guid>
		<description><![CDATA[
* Eleanora Fagan (1915-1959) To Billie With Love From Dee Dee Bridgewater คือชื่อผลงานใหม่ล่าสุดของ Dee Dee Bridgewater นักร้องแจ๊สเสียงดีที่แฟนเพลงแจ๊สติดอกติดใจ ครั้งนี้ควงคู่มากับมือเปียโนคู่ใจ Edsel Gomez ซึ่งควบตำแหน่ง Arranger ในอัลบั้มนี้ด้วย นอกจากนี้ยังมี มือเบส Christian McBride, มือกลอง Lewis Nash และ นักแซกโซโฟน Jame Carter ที่แบกอาวุธคู่ในมาบรรเลงทั้ง เทเนอร์แซ็กฯ โซปราโนแซ็กฯ คลาริเน็ต ฟลุ๊ท ทั้ง 5 ชีวิตร่วมกันร้องและบรรเลง 12 บทเพลงดังจากอดีต แต่ละบทเพลงฟังแล้วคิดถึงตำนานอย่าง Billie Holiday **

* Dashboard Confessional กับผลงาน Alter The Ending สตูดิโออัลบั้มลำดับที่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-thumbnail wp-image-1295" title="deedeebridgewater" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/03/deedeebridgewater-150x150.png" alt="deedeebridgewater" width="150" height="150" /></p>
<p>* <strong>Eleanora Fagan (1915-1959) To Billie With Love From Dee Dee Bridgewater</strong> คือชื่อผลงานใหม่ล่าสุดของ <strong>Dee Dee Bridgewater</strong> นักร้องแจ๊สเสียงดีที่แฟนเพลงแจ๊สติดอกติดใจ ครั้งนี้ควงคู่มากับมือเปียโนคู่ใจ <strong>Edsel Gomez</strong> ซึ่งควบตำแหน่ง Arranger ในอัลบั้มนี้ด้วย นอกจากนี้ยังมี มือเบส <strong>Christian McBride</strong>, มือกลอง <strong>Lewis Nash</strong> และ นักแซกโซโฟน <strong>Jame Carter</strong> ที่แบกอาวุธคู่ในมาบรรเลงทั้ง เทเนอร์แซ็กฯ โซปราโนแซ็กฯ คลาริเน็ต ฟลุ๊ท ทั้ง 5 ชีวิตร่วมกันร้องและบรรเลง 12 บทเพลงดังจากอดีต แต่ละบทเพลงฟังแล้วคิดถึงตำนานอย่าง <strong>Billie Holiday</strong> **</p>
<p><img class="aligncenter size-thumbnail wp-image-1296" title="dashboard" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/03/dashboard-150x150.jpg" alt="dashboard" width="150" height="150" /></p>
<p>* <strong>Dashboard Confessional</strong> กับผลงาน <strong>Alter The Ending</strong> สตูดิโออัลบั้มลำดับที่ 6 เปิดเผยสู่แฟนเพลงด้วยซิงเกิลแรก <strong>Belle of The Boulevard</strong> ที่ได้เสียงร้องนุ่มๆ ของหนุ่ม <strong>Chris Carrabba</strong> ออกมาเขย่าหัวใจสาวน้อย สาวใหญ่ให้หวั่นไหวกันอีกครั้ง และแน่นอนว่านอกจากเพลงหวานเชื่อมใจ พวกเขายังมีเพลงสนุกๆ อย่าง <strong>I Know About You, The Motion, Alter The Ending</strong>ให้ได้โยกตัวกันอย่างมีรสนิยม นอกจากนี้ยังเพิ่มอะคูสติกเวอร์ชั่นให้ได้สะสมในอัลบั้มเดียวกัน อยากฟังเพลงอารมณ์ไหนกดเลือกแทร็กได้ดั่งใจ **</p>
<p><img class="aligncenter size-thumbnail wp-image-1297" title="lilwayne" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/03/lilwayne-150x150.jpg" alt="lilwayne" width="150" height="150" /></p>
<p>*  <strong>Rebirth</strong> งานใหม่สุดล้ำของแร็ปเปอร์ <strong>Lil Wayne</strong> เปิดฉากด้วยซิงเกิล <strong>Prom Queen</strong> ซึ่งขึ้นไปสู่อันดับที่ 15 บนชาร์ท <strong>Billboard Hot 100</strong> ตามด้วย <strong>On Fire</strong> และอันดับที่ 33 บนชาร์ทเดียวกัน เพลงนี้ได้ <strong>Cool &amp; Dre</strong> มาช่วยโพรดิวซ์ เพลงเด่นสะอารมณ์ต้องยกให้ <strong>Drop On The Word</strong> ที่ดึงเอา <strong>Eminem</strong> มาเป็นร่วมแจม ร่วมกันแร็ป ร่วมกันแหลแบบมันหยด แถมท้ายด้วยโบนัสแทร็ก <strong>I’ll Die For You</strong> และ <strong>I’m So Over You</strong> เพลงรักร้อนแรงของหนุ่มมาดเซอร์ที่ร่างกายเต็มไปด้วยรอยสัก รอยเจาะ แบบที่คุณแม่ที่บ้านเห็นแล้วต้องรีบล็อคประตูใส่กุญแจ **</p>
<p><img class="aligncenter size-thumbnail wp-image-1298" title="knaan" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/03/knaan-150x150.jpg" alt="knaan" width="150" height="150" /></p>
<p>* วันนี้ใครที่ยังไม่รู้จักหนุ่มชาวโซมาเลีย <strong>Knaan</strong> คงต้องบอกว่าแอบเฉยแล้วล่ะ เพราะงานเพลง <strong>Wavin’ Flag (The Celebration Mix)</strong> ของเขาคนนี้ถูกเลือกจากเครื่องดื่มโคคาโคล่า ให้เป็นเพลงเพื่อการเฉลิมฉลองประจำการแข่งขันฟุตบอล <strong>2010 </strong><strong>FIFA World Cup</strong> อย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แถมอีกหลายเพลงในอัลบั้มล่าสุดของเขา <strong>Troubadour</strong> นั้นยังเป็นที่ติดอกติดใจของแฟนไปทั่ว แม้จะถูกขึ้นป้ายเตือนผู้ปกครองควรให้คำแนะนำในการฟังแต่อัลบั้มนี้กลับเต็มไปด้วยสีสันหลากลีลา ฟังแล้วดึงคุณออกจากความเงียบเหงาทั้งปวง**</p>
<p><img class="aligncenter size-thumbnail wp-image-1299" title="RKilly (Small)" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/03/RKilly-Small-150x150.jpg" alt="RKilly (Small)" width="150" height="150" /></p>
<p>* เช่นเดียวกับงานเพลงของหนุ่มคนนี้ที่ถูกขึ้นป้ายเตือนบนปกซีดีเช่นกัน งานล่าสุดของ <strong>R.Kelly</strong> และอัลบั้ม <strong>Untitled</strong> กับ 15 บทเพลงแจ่มแจ๋วที่นอกจากลีลาการร้องของพี่เขาจะไหลเลื่อนแบบไม่มีสะดุด การสร้างสรรค์งานดนตรีของอัลบั้มชุดนี้ช่างทำได้สอดคล้องลงตัว โดยเฉพาะเพลง <strong>Exit</strong> และ <strong>Echo</strong> เสียงร้องและซาวน์ดนตรีจักจี๊หัวใจ สมกับเป็น <strong>R.Kelly</strong> เลยจริงๆ **</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1293/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Five Peace Band Live มากกว่าฟิวชั่นย้อนยุค</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1284</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1284#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 04 Mar 2010 01:43:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=1284</guid>
		<description><![CDATA[
ผมเฝ้าสังเกต “ยูนิเวอร์ซัล มิวสิค” ในประเทศไทย ว่าจะผลิตอัลบั้มบันทึกการแสดงสด Five Peace Band Live นำโดย 2 ตำนานแจ๊ส อย่าง ชิค คอเรีย และ จอห์น แมคลาฟลิน ออกขาย เพื่อบริการคอเพลงแจ๊สไทยหรือไม่
             ภายหลังจากที่มีการประกาศว่า ผลงานชิ้นนี้ได้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่ครั้งที่ 52 ในสาขา Best Jazz Instrumental Album
            ผลปรากฏว่า “เงียบ” ตามคาด (อาจจะเป็นเพราะกำลังมัวนับเงินกองโต จากการขายแผ่นของ เลดี กาก้า ก็เป็นได้)
            แน่นอน ผมคงไม่สามารถตำหนิค่ายเพลงแห่งนี้ได้ และไม่คิดจะทำเช่นนั้นด้วย เพราะอย่างน้อยที่สุด “ยูนิเวอร์ซัล มิวสิค” น่าจะเป็นค่ายเพลงเพียงหนึ่งเดียวในเวลานี้ ที่ขยันผลิตผลงานที่จับต้องได้ (physical products) ทั้งซีดีและดีวีดีออกมาให้แฟนเพลงได้ซื้อหา มากกว่าค่ายไหนๆ
            เพียงทว่า อย่างน้อยที่สุด ในยุคไอทีผลิบานเช่นนี้ ค่ายเพลงก็ควรเปิดช่องทางในการสื่อสารกับคนฟังมากกว่านี้หน่อย หรืออย่างน้อยๆ สั่งแผ่นนำเข้ามาขาย เพื่อประคับประคองตลาดก็ยังดี
            [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-medium wp-image-1285" title="chick john 1" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/03/chick-john-1-299x300.jpg" alt="chick john 1" width="299" height="300" /></p>
<p style="text-align: left;">ผมเฝ้าสังเกต “ยูนิเวอร์ซัล มิวสิค” ในประเทศไทย ว่าจะผลิตอัลบั้มบันทึกการแสดงสด Five Peace Band Live นำโดย 2 ตำนานแจ๊ส อย่าง <strong>ชิค คอเรีย</strong> และ <strong>จอห์น แมคลาฟลิน</strong> ออกขาย เพื่อบริการคอเพลงแจ๊สไทยหรือไม่</p>
<p style="text-align: left;">             ภายหลังจากที่มีการประกาศว่า ผลงานชิ้นนี้ได้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่ครั้งที่ 52 ในสาขา Best Jazz Instrumental Album</p>
<p style="text-align: left;">            ผลปรากฏว่า “เงียบ” ตามคาด (อาจจะเป็นเพราะกำลังมัวนับเงินกองโต จากการขายแผ่นของ เลดี กาก้า ก็เป็นได้)</p>
<p style="text-align: left;">            แน่นอน ผมคงไม่สามารถตำหนิค่ายเพลงแห่งนี้ได้ และไม่คิดจะทำเช่นนั้นด้วย เพราะอย่างน้อยที่สุด “ยูนิเวอร์ซัล มิวสิค” น่าจะเป็นค่ายเพลงเพียงหนึ่งเดียวในเวลานี้ ที่ขยันผลิตผลงานที่จับต้องได้ (physical products) ทั้งซีดีและดีวีดีออกมาให้แฟนเพลงได้ซื้อหา มากกว่าค่ายไหนๆ</p>
<p style="text-align: left;">            เพียงทว่า อย่างน้อยที่สุด ในยุคไอทีผลิบานเช่นนี้ ค่ายเพลงก็ควรเปิดช่องทางในการสื่อสารกับคนฟังมากกว่านี้หน่อย หรืออย่างน้อยๆ สั่งแผ่นนำเข้ามาขาย เพื่อประคับประคองตลาดก็ยังดี</p>
<p style="text-align: left;">            นี่กลายเป็นว่า ค่ายเพลงสากลในบ้านเรา ทิ้งตลาดเพลงแจ๊สและเพลงคลาสสิกให้ห่างจากศูนย์กลางความเคลื่อนไหว ปล่อยให้มิตรรักแฟนเพลงต้องดิ้นรนค้นหากันตามลำพัง</p>
<p style="text-align: left;">            จากนั้น พลันเมื่อ Five Peace Band Live คว้ารางวัลแกรมมี่ แทนที่จะเป็น “ควอร์เทท ไลฟ์” ของ แกรี่ เบอร์ตัน และ แพท เมธินี (ที่มีการผลิตซีดีออกมาในบ้านเรา เหตุเพราะแพทดังกว่ามาก) ก็ถึงคราวที่ผมต้องกระเสือกกระสนหาอัลบั้มนี้มาฟังเสียแล้ว จนกระทั่งกลายมาเป็นรีวิวอัลบั้มชุดที่ว่าในคราวนี้<span id="more-1284"></span></p>
<p style="text-align: left;"><img class="aligncenter size-thumbnail wp-image-1286" title="chick john 2" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/03/chick-john-2-150x150.jpg" alt="chick john 2" width="150" height="150" /></p>
<p style="text-align: left;">             ชิค คอเรีย และ จอห์น แมคลาฟลิน กับผลผลิต Five Peace Band Live นำเสนอในแบบอัลบั้มแผ่นคู่ จากบันทึกการแสดงสดที่พวกเขาตระเวนแสดงทัวร์ในยุโรปช่วงปี ค.ศ.2008 ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากคอเพลงแจ๊สเป็นอย่างดี</p>
<p style="text-align: left;">            ไม่ว่าจะเป็นแฟนเพลงรุ่นราวคราวเดียวกันกับศิลปิน ซึ่งน่าจะอายุเกินกว่า 60 ปีแล้ว เพราะปัจจุบันทั้งคู่อายุไล่เรี่ยกัน (หากกันเพียง 1 ปี) คือราว 67-68 ปี</p>
<p style="text-align: left;">            หรือจะเป็นแฟนเพลงรุ่นหลังที่เคยได้ยินเรื่องราวของนักดนตรีทั้งสอง ที่เคยก้าวสู่การเป็นสมาชิกวงของ ไมล์ส เดวิส นักปฏิวัติวงการแจ๊ส 5 ยุค</p>
<p style="text-align: left;">            ตามประวัติ ชิค และ จอห์น มีโอกาสร่วมงานกันครั้งแรก ในยุคสมัยแห่งการกำเนิดของ “แจ๊ส ร็อค ฟิวชั่น” พวกเขาเล่นอัดแผ่นอัลบั้ม In A Silent Way (ค.ศ.1969) ตามด้วย Bitches Brew เมื่อราว 40 ปีที่แล้ว</p>
<p style="text-align: left;">            หลังจากนั้น ชิค คอเรีย และ จอห์น แมคลาฟลิน ก็แยกตัวออกมาแสวงหาช่องทางในการเติบโต นอกร่มเงาของ ไมล์ส ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดี เมื่อพวกเขาประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น</p>
<p style="text-align: left;">            โดย จอห์น ไปสมาทานปรัชญาอินเดีย และได้ตั้งวงฟิวชั่นขึ้น ในนาม “มหาวิษณุ ออร์เคสตรา” มีการนำกลิ่นอายอินเดียมาผสมผสาน</p>
<p style="text-align: left;">            ส่วน ชิค คอเรีย ก็ทำวง “รีเทิร์น ทู ฟอร์เอฟเวอร์” ซึ่งให้ทั้งกลิ่นอายลาตินและฟิวชั่นคละเคล้าด้วยกัน</p>
<p style="text-align: left;">            การโคจรกลับมาพบกันอีกครั้งบนเวทีการแสดงสดของนักดนตรีอาวุโสทั้งสองในอีก 40 ปีให้หลัง จึงมิใช่แค่แผนการตลาดในการเอาคนดังมาปะทะกัน อย่างที่อุตสาหกรรมบันเทิง นิยมทำธุรกิจแบบ“ตีหัวเข้าบ้าน” ด้วยการหลอกลวงคนฟังคนดูไปวันๆ</p>
<p style="text-align: left;">            แต่ด้วยวาระพิเศษนี้ ได้ทำให้เรื่องราวอันลางเลือนของทั้งสองเมื่อครั้งอดีตแจ่มชัดขึ้นอีกครั้ง ไม่เพียงเท่านั้น ชิค คอเรีย และ จอห์น แมคลาฟลิน ยังได้นักดนตรีรุ่นหลังอีก 3 คนมาร่วมโปรเจ็คท์เฉพาะกิจในครั้งนี้</p>
<p style="text-align: left;">            <strong>เคนนี การ์เรทท์</strong> เป็นมือแซ็กโซโฟนวัย 40 ปลายๆ ที่เคยมีโอกาสร่วมงานกับ ไมล์ส เดวิส ในยุคหลัง ส่วน <strong>คริสเชียน แมคไบรด์</strong> มือเบส และ <strong>วินนี โคไลอูตา</strong> มือกลอง อยู่ในวัย 30 กว่าๆ</p>
<p style="text-align: left;">            นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อโครงการ Five Peace Band (การทัวร์ในสหรัฐอเมริกาต่อมา มีการเปลี่ยนมือกลองจาก วินนี โคไลอูตา มาเป็น ไบรอัน เบลด) ซึ่งมีการหยิบเอาบางส่วนของการแสดงสด ผลิตออกขายเป็นอัลบั้มแผ่นคู่ แถมยังมี<strong> เฮอร์บี แฮนค็อก </strong>มือเปียโนอีกคนของไมล์ส เดวิส แวะเวียนมาเป็นแขกรับเชิญสร้างเซอร์ไพรส์อีกต่างหาก</p>
<p style="text-align: left;"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1287" title="chick john 3" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/03/chick-john-3-300x200.jpg" alt="chick john 3" width="300" height="200" /></p>
<p style="text-align: left;">           ประเด็นที่ต้องพูดถึงเป็นอันดับแรก สำหรับคอนเสิร์ตของ ชิค คอเรีย และ จอห์น แมคลาฟลิน อยู่ตรงที่งานในชุดนี้ มิใช่การนำเสนอซาวด์แบบดั้งเดิมของ “มหาวิษณุ ออร์เคสตรา” และ “รีเทิร์น ทู ฟอร์เอฟเวอร์” แต่อย่างใด</p>
<p style="text-align: left;">            ถึงยุคสมัยจะคาบเกี่ยวกันก็เถอะ แถมก่อนหน้านี้ ชิค คอเรีย เพิ่งไป “เอ็กเซอร์ไซส์” กับวงเก่าของเขา ด้วยโชว์ของ “รีเทิร์น ทู ฟอร์เอฟเวอร์ รีเทิร์น” ถึงกว่า 50 โชว์ ส่วน จอห์น เองก็ไม่น้อยหน้า มีอัลบั้มเดี่ยวชั้นดี ที่ทำออกมาในซาวด์แบบ “สมู้ธ แจ๊ส” โดยร่วมงานกับนักดนตรีอินเดียมาแล้ว</p>
<p style="text-align: left;">            อย่างที่ทราบกันดี ทั้ง ชิค คอเรีย และ จอห์น แมคลาฟลิน มิได้อยู่เฉยๆ ก่อนจะมาถึงโครงการพิเศษนี้ พวกเขามีตารางงานค่อนข้างชุกชุม  ชิค คอเรีย เอง ยังก้าวไปปะทะสังสรรค์กับนักดนตรีรุ่นใหม่อย่าง ฮิโรมิ โดยมีอัลบั้มบันทึกการแสดงสดแผ่นคู่ชื่อ Duet ออกมาเช่นกัน</p>
<p style="text-align: left;">            ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงมิได้นำเสนอจุดขายจากการย้อนยุค ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา โดย “แช่งแข็งตัวเอง” ไว้ในแนวทางแบบเก่า หากในทางตรงกันข้าม ตลอด 40 ปี ทั้งคู่ทางเดินทางไกลบนถนนสายดนตรีอย่างน่าติดตาม มีประสบการณ์อันเอกอุ ที่เด่นชัดผ่านผลงานนับไม่ถ้วน</p>
<p style="text-align: left;">            ดังนั้น Five Peace Band Live  จึงเป็นความปรารถนาที่จะหยิบผลงานส่วนตัวมาบรรเลง ด้วยการไล่เรียงภาพแห่งอดีตในคราวนั้น เติมจิตวิญญาณ ณ ปัจจุบัน ก่อนจะคลี่คลายมาเป็นตัวตนของพวกเขาในปัจจุบัน ด้วยบทประพันธ์ของทั้งคู่ และบางส่วนเป็นบทเพลงที่ผู้คนรู้จักคุ้นเคยดีมาบรรเลง</p>
<p style="text-align: left;">            โทนโดยรวมของอัลบั้ม เป็น “ฟิวชั่น” ในมิติร่วมสมัย แม้หลายเพลงเป็นวัตถุดิบเก่าจากยุคนั้น ด้วยร่องรอยอิทธิพลของ ไมล์ส เดวิส แต่ดูเหมือนพวกเขาจะสนุกสนานรื่นเริงกับการสื่อสาร การสนทนาด้วยเสียงเพลง ที่ลื่นไหลอย่างเป็นธรรมชาติยิ่งนัก</p>
<p style="text-align: left;">            ผมว่า &#8211; หากไมล์ส เดวิส ฟื้นคืนชีพกลับมาฟัง In A Silent Way เวอร์ชั่นนี้ คงอุทานคำว่า **ck พร้อมกับแสดงอาการทึ่งต่อความก้าวหน้าของการสร้างสรรค์แจ๊สในวันนี้อย่างแน่นอน</p>
<p style="text-align: left;">            ผลงาน Five Peace Band Live ของ ชิค และ จอห์น สะดุดตาแฟนเพลงแจ๊สตั้งแต่แรกเห็นปกอัลบั้ม</p>
<p style="text-align: left;">            พวกเขานำเสนอด้วยศิลปะแห่งยุคไซคีเดลิค ที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อวงการร็อคยุคปลายซิกซ์ตีส์ เชื่อมต่อเซเวนตีส์  นั่นพอจะบ่งบอกถึงเสียงดนตรีที่บรรจุอยู่ภายในได้เป็นอย่างดี</p>
<p style="text-align: left;">            เริ่มต้นซีดีแผ่นแรกด้วยเพลง Raju ที่ขับเคลื่อนอย่างมีพลัง บนกระบวนท่าแบบ “ฟิวชั่น” เป็นเพลงที่ จอห์น แมคลลาฟลิน แต่งไว้ และบรรจุอยู่ในอัลบั้ม Floating Point ของเขา รวมถึงเคยนำไปแสดงสดในหลายวาระ เช่น กับกลุ่ม “โฟร์ ไดเมนชั่น” เป็นต้น</p>
<p style="text-align: left;">            Raju เปิดทางให้นักดนตรีผลัดกันทำหน้าที่รับส่งกันอย่างออกรส ทั้ง ชิค และ จอห์น ยังรักษาอัตราความเร็วได้อย่างยอดเยี่ยม ขณะที่ เคนนี การ์เรทท์ สำแดงพลังแซ็กโซโฟนอย่างเต็มอิ่ม</p>
<p style="text-align: left;">            The Disguise เป็นงานที่เยือกเย็นลง บนชีพจรลาตินที่สร้างสรรค์โดย ชิค คอเรีย ลักษณะเพลงลดทอนอารมณ์ฟิวชั่นลง สู่ฮาร์มอนีแบบแจ๊สร่วมสมัย ด้วยปฏิสัมพันธ์ของนักดนตรีที่เคลื่อนไหวตามกันอย่างแนบแน่น ทางกลองของ วินนี ในเพลงนี้ แม่นยำและสนับสนุนให้ทั้งกีตาร์ และเปียโนโดดเด่นขึ้น เช่นเดียวกันกับฮาร์มอนีจากเบสของ คริสเชียนที่กระจ่างชัดในไอเดียที่นำเสนอ</p>
<p style="text-align: left;">            พวกเขามีเพลง New Blues, Old Bruise ของ จอห์น แมคลาฟลิน มาสลับบรรยากาศ เป็นบลูส์ในบริบทที่แปลกแปร่งและแตกต่างออกไป สำเนียงกีตาร์ของ จอห์น ในเพลงนี้บ่งบอกถึงความเหนือชั้นที่เกินความคาดหมาย ราวกับธาตุเคมีส่วนตัวของเขา กับพลพรรคนักดนตรีกลุ่มนี้สอดคล้องต้องกันดี จนทำให้เวอร์ชั่นดั้งเดิมในอัลบั้ม Industrial Zen ดูด้อยไปถนัดเลยทีเดียว</p>
<p style="text-align: left;"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1288" title="chick john 4" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/03/chick-john-4-300x137.jpg" alt="chick john 4" width="300" height="137" /></p>
<p style="text-align: left;">            ไฮไลท์ของคอนเสิร์ต อยู่ที่เพลงอย่าง Hymn to Andromeda ผลงานของ ชิค คอเรีย ที่มีความยาวกว่า 27 นาที โดยเริ่มต้นจาก ชิค นำเสนอเสียงเปียโนของเขา ตามด้วยอาร์โกจากอะคูสติค เบส (argo การใช้คันสีในการสร้างเสียง) ของ คริสเชียน ที่ไพเราะเพราะพริ้ง ก่อนที่ทั้งวงจะสมทบกันอย่างครื้นเครงและเต็มด้วยชีวิตชีวา บนท่วงทำนองที่อิงกลิ่นอายสแปนิช คละเคล้าด้วยแนวทางการบรรเลงแบบฟรีแจ๊ส และอวองการ์ด ในช่วงกลาง</p>
<p style="text-align: left;">            ว่ากันว่า Hymn to Andromeda นี้ ชิค คอเรีย ตั้งใจแต่งเพื่ออุทิศให้แก่ จอห์น โคลเทรน ซึ่งเปรียบเสมือนผู้สุกสกาวอยู่บนแกแล็กซีแอนดรอเมดานี้โดยเฉพาะ (แฟนเพลงเก่าน่าจะจดเพลง Andromedra’s Suffering  ของ อลิซ โคลเทรน ภริยาของ จอห์น โคลเทรน ได้บ้างกระมัง) แน่นอนว่า เคนนี ได้โชว์ทางแซ็กเต็มๆ ราวกับจะแย่งซีน ชิค และ จอห์น ไปเลยในเพลงนี้</p>
<p style="text-align: left;">            ในซีดีแผ่นที่ 2 พวกเขาเริ่มต้นด้วยเพลงของ แจ็คกี แมคลีน มืออัลโตแซ็กผิวขาวในสไตล์บ็อพ นั่นคือเพลง Dr.Jackle ซึ่ง ไมล์ส เดวิส เคยอัดไว้ในอัลบั้ม Milestones เป็นอีกเพลงหนึ่งที่ ชิค นำเสนอเปียโนกลิ่นบลูซีย์ได้อย่างอัศจรรย์ ก่อนที่เหล่านักดนตรีทั้ง 5 จะแสดงปฏิสัมพันธ์กันอย่างเข้มข้นตลอดเวลากว่า 20 นาทีของเพลงนี้ ทั้งไลน์แซ็ก เคนนี การ์เรทท์ , การวอล์คอะคูสติคเบสของ คริสเชียน และทางกีตาร์ของ จอห์น</p>
<p style="text-align: left;">            พวกเขาลดทอนความร้อนแรงลงในช่วงต้นของ Senor C.S. ที่นำเสนอผ่านเสียงกีตาร์ของ จอห์น ก่อนจะค่อยๆ ทวีไดนามิคขึ้นจนถึงจุดสูงสุด อย่าพลาดฟังการวอล์คอิเล็กทริคเบสของคริสเชียน ที่บ่งชี้ถึงความเป็นมือเบสสุดยอดของวงการดนตรีในวันนี้ได้อย่างเด่นชัด</p>
<p style="text-align: left;">            เซอร์ไพรส์ในแผ่นที่ 2 ของอัลบั้มนี้ คงหนีไม่พ้นการปรากฏตัวของ <strong>เฮอร์บี แฮนค็อก</strong> ในเพลง In A Silent Way / It’s About That Time จากการแสดงสดที่เมืองอานท์เวิร์บ เบลเยียม ที่เต็มด้วยความสดใหม่ การตีความวัตถุดิบเดิมเมื่อ 40 ปีที่แล้วในมุมมองใหม่ น่าจะเป็นตัวอย่างที่ยืนยันถึงการสืบสานสิ่งที่เรียกกันว่า Jazz Tradition ได้ดี</p>
<p style="text-align: left;">            ปฏิสัมพันธ์ของนักดนตรีทั้ง 6 (รวมแฮนค็อก) ในเพลงนี้ ไม่ต่างจากบทสนทนาของผู้คนในโลกแห่งทิพย์ ที่ละเมียดละไม งดงาม และลื่นไหลอย่างเป็นธรรมชาติ</p>
<p style="text-align: left;">            อัลบั้มปิดท้ายด้วยเพลง Someday My Prince Will Come เพลงสแตนดาร์ดจังหวะวอลซ์ท ที่ ไมล์ส เดวิส นิยมนำเสนอผ่านเสียงทรัตเป็ตนัวร์ๆ ของเขา ในเวอร์ชั่นนี้ เริ่มต้นด้วยกีตาร์บางๆ ดวลกับคีย์บอร์ด ค่อนไปทาง “เอาท์” จากทำนองหลัก แต่ยังรักษาทางเดินคอร์ดของเพลงเอาไว้อย่างรัดกุม</p>
<p style="text-align: left;">            ทั้งหมดนี้ ถือเป็นโมงยามแห่งการฟังบันทึกการแสดงสดแจ๊สที่เต็มอิ่มอย่างไม่อาจปฏิเสธได้</p>
<p style="text-align: left;"> <strong><em>            </em></strong>ขณะที่ค่ายเพลงสากลในบ้านเราไม่คึกคักเท่าที่ควร ในทางตรงกันข้าม เรากลับมีโปรโมเตอร์ที่สนใจจัดคอนเสิร์ตแจ๊สอย่างต่อเนื่อง</p>
<p style="text-align: left;">            ที่ผ่านมา มีความพยายามในหมู่โปรโมเตอร์บางกลุ่มที่จะชักชวนศิลปินระดับ “อดีตลูกวง” ของ ไมล์ส เดวิส ซึ่งปัจจุบันก้าวเป็นศิลปินใหญ่กันโดยทั่วหน้า ให้มาแสดงสดในบ้านเรา</p>
<p style="text-align: left;">            ในรอบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เราโชคดีได้ชมการแสดงสดของ เวย์น ชอร์เตอร์, เฮอร์บี แฮนค็อก, ไมค์ สเทิร์น, จอห์น สโกฟิลด์ และ เคนนี การ์เรทท์ (หัวหิน ปี 2008)</p>
<p style="text-align: left;">            เราพลาดศิลปินบางคน อย่าง โย ซาวินูล ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว</p>
<p style="text-align: left;">            แน่นอนทีเดียวว่า ชิค คอเรีย และ จอห์น แมคลาฟลิน น่าจะเป็นเป้าหมายต่อไป หากราคาไม่แพงจนเกินไป</p>
<p style="text-align: left;">            แต่สำหรับศิลปินที่ไม่ใช่ “ลูกวง” ของไมล์ส ในเวลานี้ และมีกำหนดการมาเยือนไทยในเดือนมีนาคม ในเทศกาล Bangkok Jazz Festival เห็นจะเป็น คริสเชียน แมคไบรด์ มือเบสรุ่นใหม่ที่เล่นได้ดีทั้ง อะคูสติค และ อิเล็กทริกเบส</p>
<p style="text-align: left;">            ในความจริงกว่านั้น คริสเชียน ยังเล่นดนตรีได้ทุกแนว เขาเคยเล่นกับ สติง และแบ็คอัพศิลปินเพลงป๊อปนับไม่ถ้วน</p>
<p style="text-align: left;">            ผมเชื่อว่า การแสดงสดของ คริสเชียน แมคไบรด์ ในเมืองไทย ไม่มีคำว่า “ผิดหวัง” แน่นอน</p>
<p style="text-align: left;"><strong>          อย่างน้อยๆ ฝีมือของเขาในอัลบั้ม </strong><strong>Five Peace Band Live ก็ยืนยันความจริงข้อนี้.</strong></p>
<p style="text-align: left;"><strong> </strong></p>
<p style="text-align: left;"> </p>
<p><object width="480" height="385"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/3EVNn5DoTsE&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/3EVNn5DoTsE&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="480" height="385"></embed></object></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1284/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บนแผง 13/02/53-21/02/53</title>
		<link>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1275</link>
		<comments>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1275#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 16 Feb 2010 05:16:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>JazzLife Editor</dc:creator>
				<category><![CDATA[New CDs]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bangkokjazzlife.com/?p=1275</guid>
		<description><![CDATA[
                * ยังคงกรุ่นกลิ่นความรักไปกับควันหลงของวันวาเลนไทน์ แม้ว่าปีนี้จะไม่ค่อยคึกคักเท่าที่ควรเนื่องจากโดดควันธูปของเทศกาลตรุษจีนปกคลุมเบียดบังความหวานชื่น อาทิตย์นี้ขอจูงมือ 3 หนุ่มวง Boy II Men และอัลบั้ม Love มาแนะนำกันสักนิดแม้ว่าจะยังคงปราศจากเงานของเสียงเบสจาก Michael McCary แต่งานนี้ ทั้ง 3 ขนเอา 13 เพลงรักในอดีตมาคัฟเวอร์ใหม่ในลีลาประสานที่ยังคงหวานหูเช่นเคย Back For Good, If You Leave Me Now , I Can’t Make You Love Me, Shining Star, In My Life……แต่ละบทเพลงโรแมนติกสุดแสน โดยเฉพาะ When I Fall In Love ที่ได้แขกรับเชิญพิเศษอย่าง Michael Buble มาร่วมขับขาน เป็นอีกหนึ่งอัลบั้มรักสุดพิเศษที่ฟังแล้วดื่มกาแฟไม่ต้องใส่น้ำตาลไปหลายวัน **

            * หนังรักในช่วงเดือนแห่งความรัก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-thumbnail wp-image-1276" title="Love" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/02/Love-150x150.jpg" alt="Love" width="150" height="150" /></p>
<p>                * ยังคงกรุ่นกลิ่นความรักไปกับควันหลงของวันวาเลนไทน์ แม้ว่าปีนี้จะไม่ค่อยคึกคักเท่าที่ควรเนื่องจากโดดควันธูปของเทศกาลตรุษจีนปกคลุมเบียดบังความหวานชื่น อาทิตย์นี้ขอจูงมือ 3 หนุ่มวง <strong>Boy II Men</strong> และอัลบั้ม <strong>Love </strong>มาแนะนำกันสักนิดแม้ว่าจะยังคงปราศจากเงานของเสียงเบสจาก <strong>Michael McCary</strong> แต่งานนี้ ทั้ง 3 ขนเอา 13 เพลงรักในอดีตมาคัฟเวอร์ใหม่ในลีลาประสานที่ยังคงหวานหูเช่นเคย <strong>Back For Good, If You Leave Me Now , I Can’t Make You Love Me, Shining Star, In My Life</strong>……แต่ละบทเพลงโรแมนติกสุดแสน โดยเฉพาะ <strong>When I Fall In Love</strong> ที่ได้แขกรับเชิญพิเศษอย่าง <strong>Michael Buble</strong> มาร่วมขับขาน เป็นอีกหนึ่งอัลบั้มรักสุดพิเศษที่ฟังแล้วดื่มกาแฟไม่ต้องใส่น้ำตาลไปหลายวัน **</p>
<p><img class="aligncenter size-thumbnail wp-image-1277" title="valentines-day" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/02/valentines-day-150x150.jpg" alt="valentines-day" width="150" height="150" /></p>
<p>            * หนังรักในช่วงเดือนแห่งความรัก <strong>Valentine’s Day</strong> จากผู้กำกับ <strong>Garry Marshall</strong> เรื่องราวความรักของชายหญิงหลายคู่มาพร้อมกับซาวน์แทร็ก 18 เพลงฮิต คละเคล้าจากรุ่นเก่ารุ่นใหม่ทั้ง <strong>Amor-Ben E King, On The Street Where You live-Willie Nelson, 4 and 20-Joss Stone, Jump Then Fall-Taylor Swift, Stay Here Forever-Jewel</strong>……. แถมด้วยเพลงพิเศษน่าฟัง <strong>The Way You Look Tonight</strong> จาก <strong>Maroon 5</strong> หลากรส หลายลีลา ทั้งน่าดู น่าฟังจริงๆ **</p>
<p><img class="aligncenter size-thumbnail wp-image-1278" title="benson" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/02/benson-150x150.jpg" alt="benson" width="150" height="150" /></p>
<p>            * แต่สำหรับชายผู้นี้คงไม่ต้องอธิบายสรรพคุณกันมากมาย นักกีตาร์แจ๊สมือฉมังที่หันไปเอาดีกับการเป็นนักร้อง <strong>George Benson</strong> และอัลบั้มรวมฮิตใหม่ล่าสุด <strong>Classic Love Songs</strong> ที่รวบรวมเพลงรักทั้งหวาน ขม ปนเศร้าจากเสียงร้องและเสียงบรรเลงกีตาร์ของพี่จอร์จไว้ถึง 18 บทเพลง อาทิ <strong>Give Me The Night, Love Ballad, We Got Love, Lady Love Me (One More Time), Breezin’, Being With You, In Your Eyes, The greatest Love Of All</strong>.……. เดือนแห่งความรักปีนี้ใครกำลังหว้าเหว่ขาดคู่ใช้อัลบั้มนี้คลายเหงาไปพลางๆ ก่อนไม่ว่ากันค่ะ **</p>
<p><img class="aligncenter size-thumbnail wp-image-1279" title="RingoStarr" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/02/RingoStarr-150x150.jpg" alt="RingoStarr" width="150" height="150" /></p>
<p>            * <strong>Y Not</strong> อัลบั้มใหม่ล่าสุดของ <strong>Ringo Starr</strong> มือกลองชื่อดังแห่งวง <strong>The Beatles</strong> ที่ขนเอาเพื่อนพ้องน้องพี่มาร่วมเป็นแขกรับเชิญกันอย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนเก่า <strong>Paul McCartney, Joe Walsh จากวง The Eagles, Dave Stewart จาก Eurythmics, Ben Harper, Richard Marx, Joss Stone </strong>ฯลฯ มีเพลงน่าฟังอย่าง <strong>Fill In The Blanks, Walk With You</strong> และ <strong>Who’s Your Daddy</strong> ออกมายั่วใจแฟนพันธุ์ร็อค แม้ว่าจะอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายของชีวิต แต่ความเรี่ยวแรงและความคิดสร้างสรรค์ยังไม่ทดถอย แบบนี้ต้องช่วยกันส่งแรงเชียร์ให้(ลุง)เขากันหน่อย **</p>
<p><img class="aligncenter size-thumbnail wp-image-1280" title="Kathrine" src="http://www.bangkokjazzlife.com/wp-content/uploads/2010/02/Kathrine-150x150.jpg" alt="Kathrine" width="150" height="150" /></p>
<p>            * คลอดออกมาแล้วสำหรับ <strong>The Best of Katherine Jenkins</strong> งานรวมเพลงฮิตติดดาวของสาวสวยเสียงหวาน <strong>Katherine Jenkins</strong> และการทำงานในสายคลาสสิคที่ครอสโอเวอร์สู่แฟนเพลงในสายป็อปเพื่อการเข้าถึงที่ง่ายยิ่งขึ้น อัลบั้มนี้หยับจับเพลงฮิต จาก 7 อัลบั้มของการทำงานร่วมกับค่าย <strong>Universal Music</strong> มอบสำหรับการเลือกฟังที่อย่างต่อเนื่องของเพลงเพราะๆ ที่ได้รับความนิยมมารวมไว้ในหนึ่งเดียว <strong>Time To Say Goodbye, Music of The night, I Could Have Been Danced All Night, Caruso, Don’t Cry For Me Argentina</strong>….ฟังแล้วราวกับล่องลอยอยู่บนปุยเมฆ **</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bangkokjazzlife.com/archives/1275/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
