Post edited 1:29 am – July 7, 2009 by kongsukdivoramonsakdituchpimwaree
Post edited 1:35 am – July 7, 2009 by kongsukdivoramonsakdituchpimwaree
Post edited 2:10 am – July 7, 2009 by kongsukdivoramonsakdituchpimwaree
Post edited 2:13 am – July 7, 2009 by kongsukdivoramonsakdituchpimwaree
Post edited 11:15 am – July 7, 2009 by kongsukdivoramonsakdituchpimwaree
Post edited 11:42 am – July 7, 2009 by kongsukdivoramonsakdituchpimwaree
Post edited 11:46 am – July 7, 2009 by kongsukdivoramonsakdituchpimwaree
Post edited 12:20 pm – July 7, 2009 by kongsukdivoramonsakdituchpimwaree
ไม่ต้องนำขึ้นเว็ปนะครับ เป็นการคัดลอกจากบทความของอาจารย์ต้อมมาให้อ่านกัน เผื่อเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ที่สนใจอาจได้รับประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย และอาจเป็นการเรียกเรทติ้งในการดึงเพื่อนๆสมาชิกเก่าๆ และใหม่ๆให้กลับเข้าสู่เว็ปนี้อีกครั้งก็ได้ ใครจะรู้ สาธุ!
ก่อนจะนำเข้าสู่บทความ ขอให้ Credit แก่อาจารย์ต้อม(พรหมมินทร์) ผู้เขียนบทความนี้ซักหน่อยนะครับ
ที่มา : Music Explorer
พรหมมินทร์ สุนทระศานติก (อาจารย์ต้อม) อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสาร Jazz Seen อาชีพหลักเป็นสถาปนิก แต่มีความหลงใหลคลั่งไคล้ในดนตรีแจ๊สไปพร้อมๆกัน
นิตยสาร What Hi-Fi? Vol.23 No.276 October 2008
John Zorn ผู้สร้างนิยามใหม่ให้กับดนตรี (ตอนที่ 1)
ทั้งๆที่แทบจะหาคนรู้จักเขาได้น้อยเต็มที แต่หากมีการจัดลำดับผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ที่สุดในวงการดนตรี ต้องมีชื่อของ John Zorn เป็น 1 ใน 10 อย่างไม่ต้องสงสัย ดนตรีของ Zorn อยู่เหนือความคาดหมาย เปลี่ยนแปลงรูปแบบอยู่ตลอดเวลา ยากที่จะให้คำจำกัดความหรือแม้แต่จะจัดดนตรีของเขาเข้าในหมวดหมู่ใด ถึงจะสามารถหารากทางดนตรีของเขาได้ จากดนตรีอวองการ์ดในอดีต เขาได้คลี่คลายรูปแบบทางดนตรีที่เป็นแรงบันดาลใจให้สอดคล้องกับเนื้อหาและบริบทของยุคสมัย และยังสะท้อนความคิด ความรู้สึก และความเป็นตัวตนของเขาได้อย่างเด่นชัด ระยะเวลากว่า 35 ปีบนถนนดนตรีของเขา Zorn ทำหน้าที่แทบทุกอย่างด้วยตัวเอง ตั้งแต่การเป็นผู้เล่นเครื่องดนตรีหลายชนิดเช่น ฟลุ๊ท เบสกีตาร์ กีตาร์ แซกโซโฟน คีย์บอร์ด เป็นโปรดิวเซอร์งานเกือบทุกชุด เป็นผู้แต่งเพลง และเป็นเจ้าของห้องบันทึกเสียงไปจนถึงบริษัทผลิตแผ่นเสียงภายใต้ชื่อต่างๆมากมายเช่น Tzadik,Avant,DIW,Elektra,Nonesuch,Earache,Hat Hut,Shimmy-Disc,Eva,Toy's Factory,Nato,Lumina,Black Saint,Subharmonic,Parachute,Yukon,Rift,Naked City,Masada,Painkiller,Hemophiliac, และ Weird Little Boy อัลบั้มที่ได้รับการบันทึกเสียงมากกว่าหนึ่งร้อยชุด ในหลากหลายรูปแบบ เป็นเครื่องพิสูจน์ความเป็นตัวจริงในวงการดนตรีของเขา แม้ว่างานจำนวนมากของเขาจะจำกัดอยู่เฉพาะในกลุ่มนักฟังเพลงอวองการ์ดและกลุ่มที่ฟังเพลงทดลอง(Experimental Music) เป็นหลักก็ตาม เนื่องจาก Zorn ไม่ได้เริ่มต้นงานแต่ละชิ้นของเขาด้วยการกำหนดรูปแบบในการทำงานมาก่อน เขากำหนดทิศทางของดนตรีที่กำลังทำจากความรู้สึก และความคิดที่มีต่อเรื่องราวที่กำลังจะสื่อสารผ่านเสียงดนตรี ผสมผสานเอาศิลปะทางดนตรีทั้งหมดเข้าไว้อย่างไร้ขีดจำกัด ที่มีทั้งกลิ่นอายทางดนตรีแบบ Improvised Music,Avant-garde,Noise,Thrash metal,Electronic,Surf,Contemporary classical music,World,Punk,Jazz อยู่ในงานของเขา การผลิตและยอดขายจำนวนน้อยนิดทำให้งานจำนวนมากของเขากลายเป็นงานหายากและเป็นที่ต้องการของนักสะสม ยิ่งทำให้เขามีแฟนเพลงที่ติดตามผลงานของเขาอย่างยาวนาน
John Zorn เกิดเมื่อวันที่ 2 กันยายน 1953 ในย่านควีนส์ของมหานครนิวยอร์ค ครอบครัวที่ฟังดนตรีอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะดนตรีคลาสสิกและเวิล์ดมิวสิกที่แม่ชอบเปิด ดนตรีแจ๊สและคันทรี่ของพ่อ ดนตรีร็อคแอนด์โรลและ Doo-wop ของพี่ชาย เป็นส่วนสำคัญในพื้นความรู้ทางดนตรีที่หลากหลายและทำให้เขาอยากเป็นนักดนตรี เริ่มหัดเล่นดนตรีด้วยเปียโน กีต้าร์ และฟลุ๊ต Zorn เล่นดนตรีตามบาร์เล็กๆ ในละแวกบ้านตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษที่เจ็ดสิบในตำแหน่งผู้เล่นเบสกีต้าร์ จนกระทั่งวันที่เขาได้ฟังอัลบั้ม For Alto ของ Anthony Braxton ขณะที่ศึกษาด้านการประพันธ์ดนตรีที่ Webster College (ปัจจุบันเป็น Webster University) ในเซ็นต์หลุยส์ Oliver Lake นักเป่าแซกโซโฟนรุ่นใหญ่ผู้เปิดโลกใหม่ให้กับการรับรู้ของเขา ด้วยดนตรีหลายรูปแบบที่หาฟังยากในวิทยุแม้แต่หาซื้อตามร้านแผ่นเสียงทั่วไป เขาได้ศึกษาวิธีการแต่งเพลง องค์ประกอบทางดนตรีและโครงสร้างของเพลงแบบฟรีแจ๊ส, อวองการ์ด, ดนตรีทดลอง, Film Scores, Performance แม้แต่เพลงประกอบหนังการ์ตูน และใช้สิ่งต่างๆ มาเป็นส่วนประกอบในงานแรกๆ ที่แต่งส่งอาจารย์
การค้นพบโลกดนตรีแบบใหม่ของเขาทำให้เขาไม่สามารถอยู่ในเงื่อนไขของกรอบการศึกษาทางดนตรีแบบธรรมดาได้ Zorn หยุดการศึกษาอย่างเป็นระบบของเขา และเดินทางสู่โลกดนตรีที่ไร้ขอบเขต เริ่มด้วยการย้ายไปหาที่พักอยู่ในแมนฮัทตันมหานครแห่งโลกดนตรีที่เปิดกว้าง เขานำบทเพลงหลุดโลกที่แต่งไว้จำนวนหนึ่งมาเล่นโดยจัดปาร์ตี้เล็กๆ ที่ห้องพัก ใช้อุปกรณ์นานาชนิดตั้งแต่แซกโซโฟน เครื่องเป่าหลายชนิด อุปกรณ์ที่ใช้เป่าทำเสียงล่อเป็ด (Duck Calls) เทปคาสเซท และสิ่งของรอบตัวจำนวนหนึ่ง มาใช้สร้างเสียงดนตรีในแบบของเขา เมื่อเริ่มได้รับการกล่าวถึงมากขึ้น Zorn จึงก่อตั้ง Theatre of Musical Optics เพื่อเป็นสถานที่ที่นักดนตรี นักแสดง ศิลปินได้ใช้เป็นพื้นที่แสดงความคิดความสามารถกันอย่างเสรี และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในช่วงปี 1975 สร้างให้ย่านใจกลางเมืองแมนฮัทตันมีบรรยากาศของศิลปะที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์
งานชุดแรกๆของ Zorn ระหว่างปี 1976-1980 ใช้ชื่อว่า Game Pieces โดยใช้แนวความคิดสร้างงานด้วยการอิมโพรไวส์บนโครงสร้างที่ซับซ้อน เขาเขียน Structural Rules ของแต่ละเพลงไว้และให้นักดนตรีแต่ละคนตีความได้อย่างเสรี เมื่อบันทึกเสียงแล้วจึงมากำหนดชื่อเอาภายหลังโดยเลือกชื่อประเภทกีฬาชนิดต่างๆ เพื่อทำเป็นอัลบั้มออกจำหน่ายในวาระต่างๆ เช่น Baseball (1976), Lacrosse (1976), Dominoes (1977), Curling (1977), Golf (1977), Hockey (1978), Cricket (1978), Fencing (1978), Pool (1979), and Archery (1979) งานทั้งหมดบันทึกเสียงที่ Martin Bisi’s Studio ที่เป็นแหล่งผลิตงานใต้ดินขณะนั้น งานในชุด Game Pieces ยังมีการทำต่อเนื่องมาและได้รับการยอมรับมากที่สุดในชุด Cobra ที่ออกจำหน่ายในปี 1984 การวางโครงสร้างทางดนตรีไว้อย่างหลากหลาย บางเพลงออกมาดิบ หนัก และมีองค์ประกอบที่ขัดแย้ง ขณะที่บางเพลงหลงเหลือความเป็นเพลงน้อยเต็มที โดยแต่ละเพลงเป็นชื่อของงูพิษนานาชนิดทั่วโลก ตามมาด้วย Cobra : John Zorn’s Game Pieces Vol.2 และ Cobra Live at Knitting Factory ที่รวมเพลง Ngu Sam Liem (งูสามเหลี่ยม) เอาไว้ด้วย งานชุด Cobra ยังได้รับกลับมาแสดงอย่างต่อเนื่องจนทศวรรษที่เก้าสิบและได้รับความนิยมอย่างมากในญี่ปุ่น การแสดงในปี 1994 ได้รับการบันทึกเสียงออกจำหน่ายในชื่อ John Zorn’s Cobra: Tokyo Operations ’94 ที่ได้รับเลือกให้เป็นงานที่ดีที่สุดในงานกลุ่ม Game Pieces Zorn ออกอัลบั้มสำหรับการเดี่ยวแซกโซโฟนสองชุดในชื่อ The Classic Guide to Strategy ในปี 1983 และ 1986 กับสังกัดใต้ดิน Lumina ในเวลาใกล้เคียงกัน ชื่อเสียงของเขาเป็นที่กล่าวถึงอย่างมากในกลุ่มนักฟังเพลงทดลอง มีการสร้างภาพยนตร์สารคดีบันทึกเรื่องราวการทำงานสร้างสรรค์ของ Zorn ในชื่อ Locus Solus ที่เป็นการบันทึกการทำงานกับวงขนาดเล็กของเขาอันประกอบด้วยนักดนตรีย่านใจกลางเมืองแมนฮัทตันเช่น Christian Marclay, Arto Lindsay, Wayne Horvitz, Ikue Mori, and Anton Fier ปี 1984 Zorn ร่วมงานกับนักดนตรีญี่ปุ่น Satoh Michihiro ออกอัลบั้มดูเอทในชื่อ Ganryu Island กับสังกัด Yukon โดยออกจำหน่ายเป็นแผ่นเสียง ภายหลังที่เขาตั้งสังกัด Tzadik ของเขาเองแล้ว ได้มีการนำกลับมาออกจำหน่ายใหม่ในรูปแบบซีดี
ปี 1985 Zorn ออกอัลบั้ม The Big Gundown อัลบั้มแรกของเขาที่ออกจำหน่ายกับสังกัดใหญ่ Nonesuch งานเพลงที่ได้แรงบันดาลใจจากนักแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์คาวบอยผู้ยิ่งใหญ่ Ennio Morricone บทเพลงที่ถูกนำมาเรียบเรียงใหม่ในแนวทางของเขาอย่างปราศจากการประนีประนอม Zorn ตีความตามความรู้สึกของเขาอย่างตรงไปตรงมา บนโครงสร้างและองค์ประกอบของดนตรีในยุคปัจจุบัน เพลงจากภาพยนตร์ที่เคยได้รับความนิยมอย่างสูงเช่น The Big Gundown, A Fistful of Dynamite, Once Upon a Time in the West และ Once Upon a Time in America แทนที่จะถูกตำหนิจากแฟนเพลงรุ่นใหญ่ กลับได้รับคำชมจาก Morricone เจ้าของบทเพลงว่า Zorn สามารถนำเพลงที่เขาแต่งให้กลับมามีชีวิต และเต็มไปด้วยแนวความคิดที่แสดงสติปัญญาของผู้เรียบเรียง เต็มไปด้วยจินตนาการ และความฝันที่แปลก น่าตื่นเต้น และยังยกให้งานของ Zorn เป็นการนำเพลงของเขามาทำใหม่ในแบบที่ไม่มีใครเหมือน Zorn ได้นำองค์ประกอบที่ขัดแย้งกันมารวมอยู่ในที่เดียวกัน ตั้งแต่เพลงพื้นบ้านญี่ปุ่น เพลงโซล แจ๊ส และเวิล์ดมิวสิก มาผสมผสานกันตามความรู้สึกที่เขามีต่อเนื้อหาของเพลงอย่างตรงไปตรงมา (ในเวอร์ชั่นที่ออกจำหน่ายในวาระครบรอบ 15 ปีของอัลบั้มชุดนี้ ยังมีการเพิ่มบทเพลงที่ Zorn ตีความงานของ Morricone เข้าไปอีกถึง 6 เพลงด้วย) งานชุดนี้ Zorn ได้รับความร่วมมือจากนักดนตรีแนวหน้าในวงการอวองการ์ดชั้นนำมากมายเช่น Tim Berne, Greg Cohen, Trevor Dunn, Bobby Previte, Joey Baron, Arto Lindsay, Bill Frisell, Fred Frith, Marc Ribot, รวมถึงรุ่นใหญ่ระดับไอคอนอย่าง Derek Bailey และนักดนตรีแจ๊สรุ่นใหญ่อย่าง Toots Thielemans
งานต่อมายังคงเป็นงานที่ทำเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์ด้วยการนำเพลงที่แต่งไว้สำหรับเพื่ออุทิศให้ Jean-Luc Godard ผู้กำกับภาพยนตร์นอกกระแสชื่อดังชาวฝรั่งเศส The Godard Fans: Godard Ca Vous Chante? ออกวางจำหน่ายในปี 1986 อัลบั้มถัดมาในปี 1987 Spillane ยังคงเป็นงานเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์อีก โดย Zorn แต่งเพลงขนาดยาวไว้ 3 ชิ้นแตกต่างกัน เริ่มด้วย Spillane ที่เขียนเนื้อเพลงโดย Arto Lindsay สำหรับนวนิยายที่มีบรรยากาศหมองหม่น เคร่งเครียดแบบ Film Noir จากนวนิยายชื่อเดียวกันนี้โดย Mike Hammer ได้ Bill Frisell มาสร้างบรรยากาศด้วยกีต้าร์ของเขา ตามมาด้วย Two-Lane Highway ที่เขียนขึ้นในรูปแบบเพลงบลูส์ที่นำเสนอกีต้าร์ระดับตำนานของ Albert Collins จบด้วย Forbidden Fruit ที่ Zorn เขียนขึ้นเพื่ออุทิศแด่นักแสดงชื่อดังชาวญี่ปุ่น Ishihara Yujiro และนำเสนอโดยวงเครื่องสาย 4 ชิ้น Kronos Quartet แทรกด้วยองค์ประกอบที่ขัดแย้งกันคือเสียงร้องของ Ohta Hiromi เทอร์นเทเบิ้ลโดย Christian Marclay (นอกจากนี้ Zorn ยังทำงานเกี่ยวกับ Film Noir ต่อเนื่องมาอีกชุดหนึ่งคือ The Bride : Variations and Extensions on Spillane ที่ออกจำหน่ายในปี 1998) งานทั้ง 3 ชิ้นนี้ Zorn อธิบายว่าเป็นเพลงที่แต่งด้วยวิธี File-Card Compositions ใช้เพลงที่เขาแต่งขึ้นมาผสมกับการอิมโพรไวส์ของนักดนตรี โดยมีบทกำกับที่เขาเขียนใส่การ์ดจัดเตรียมไว้จำนวนหนึ่ง สำหรับนำมาคัดเลือกประกอบกันเข้าเป็นฟอร์มสำหรับเพลงๆ หนึ่ง การ์ดแต่ละใบเปรียบเหมือน Sound Block ก้อนหนึ่ง เมื่อนำมาประกอบกันเข้าเป็นรูปทรงด้วยวิธีการแบบที่ใช้ในการเขียนเพลงอย่างมีโครงสร้าง เมื่อแจกการ์ดเหล่านั้นให้นักดนตรี Zorn จะลงไปอยู่เป็นส่วนหนึ่งของการก่อรูปทรงทางเสียง เพื่อกำหนดทิศทางของดนตรีด้วย
ดนตรีของ Zorn จำนวนหนึ่งถูกจัดอยู่ในสายดนตรีแจ๊สด้วย เนื่องจากในช่วงปี 1986 เขาเข้าไปมีส่วนในโปรเจ็คของนักดนตรีแนวโมเดิร์นแจ๊สหลายคนที่สนใจการเป่าแซกโซโฟนของเขา ปี 1986 Zorn ร่วมงานกับ Sonny Clark ในอัลบั้ม Voodoo ในนามของ The Sonny Clark Memorial Quartet ตามมาด้วยการร่วมงานกับศิลปินแจ๊สรุ่นใหม่แนวหน้าอย่าง Wayne Horvitz, Ray Drummond และ Bobby Previte รวมถึงโปรเจ็คสำคัญ Spy vs Spy (1989) ที่นำบทเพลงฟรีแจ๊สของ Ornette Coleman มาตีความใหม่โดย Zorn และ Tim Berne เป่าแซกโซโฟน Mark Dresser เบสกีต้าร์ที่เคยร่วมงานในวงของ Anthony Braxton นานถึง 10 ปี Joey Baron มือกลองรับจ้างที่ร่วมงานกับนักดนตรีโมเดิร์นแจ๊สมาแล้วนับไม่ถ้วน และ Michael Vatcher ในตำแหน่งกลอง คราวนี้งานออกมาใกล้เคียงกับเพลงฮาร์ดคอร์และเดทเมตัล เนื่องจาก Zorn ได้เชิญ Michael Harris มือกลองวงเดทเมตัลชื่อดัง Napalm Death และ Ted Epstein มือกลองวงฮาร์ดคอร์จากเซ็นต์หลุยส์ Blind Idiot God เฉพาะแค่เสียงแซกโซโฟนของ Zorn และ Tim Berne ก็เพียงพอที่จะทำให้งานเพลงชุดนี้กลายเป็นฮาร์ดคอร์แจ๊สได้อย่างสบาย