Forum

You must be logged in to post Login Register

ไมเคิล แจ็คสัน…King of Pop

UserPost

1:15 am
June 28, 2009


baramee

Member

posts 37

1

ขอไว้อาลัยแด่ศิลปินในดวงใจของผม Michael Jackson ที่ถึงแม้จะมีข่าวฉาวออกมาไม่ขาดสาย แต่ด้วยความสามารถและพลังในการสร้างสรรค์ผลงานที่ยิ่งใหญ่มากมาย ทำให้ไมเคิล แจ๊กสัน กลายเป็นนักร้องขวัญใจของผมและใครอีกหลายคนมานานหลายสิบปี Cry

น่าเสียดายที่คอนเสิร์ตของไมเคิลกำลังจะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันเท่านั้น เขาก็ต้องจบชีวิตลงเสียก่อน นับเป็นการสูญเสียศิลปินอันยิ่งใหญ่ของโลกไปอีกคน และผมจะไม่มีวันลืิมชายคนนี้…ไมเคิล แจ๊กสัน – King of Pop


1:17 am
June 28, 2009


baramee

Member

posts 37

2

1:17 am
June 28, 2009


baramee

Member

posts 37

3

1:18 am
June 28, 2009


baramee

Member

posts 37

4

1:18 am
June 28, 2009


baramee

Member

posts 37

5

12:56 am
July 19, 2009


kongsukdivoramonsakdituchpimwaree

Member

posts 46

6

Post edited 11:30 pm – July 20, 2009 by admin


เมื่อรายการทีวีไทย “ตบหน้า” ไมเคิลกลางพิธีไว้อาลัย กับความคล้ายกันระหว่าง “ผู้วิจารณ์” และ “ผู้ถูกวิจารณ์”


เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ถือเป็นโชคดีของแฟนเพลง “ไมเคิล แจ็กสัน” ในเมืองไทย ที่มีสถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีถึง 2 ช่องตัดสินใจถ่ายทอดสดพิธีไว้อาลัยที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ใจกลางนครลอส แองเจลิส


      เหตุผลหนึ่งก็คือเป็นช่วงเวลาที่ไม่ไปคาบเกี่ยวกับโปรแกรมอื่นๆ ของสถานี จากความแตกต่างของเวลาที่เมืองไทยและสหรัฐฯ และอีกประการก็คือเป็นงานรำลึกให้กับศิลปินที่ได้ชื่อว่าโด่งดังที่สุดในอุตสาหกรรมดนตรีโลก ที่จากไปอย่างปัจจุบันทันด่วน จนกลายเป็นข่าวโด่งดังแทบทุกวันเป็นเวลากว่า 2 สัปดาห์มานี้ ไม่เว้นแม้แต่ที่เมืองไทย


      ผู้เขียนซึ่งเป็นแฟนเพลงของไมเคิล แจ็กสัน ก็เป็นหนึ่งในอีกหลายๆ คนที่ไม่มีเคเบิลทีวีและไม่มีอินเตอร์เน็ตที่รวดเร็วพอจะดูพิธีดังกล่าวได้อย่างสะดวก การได้ชมพิธีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการเพลงประจำปีนี้ทางฟรีทีวีถือเป็นข่าวดีสำหรับแฟนเพลงที่เป็นผู้ชมทางบ้านอย่างมาก


      เหตุผลที่การชมพิธีไว้อาลัยครั้งนี้มีความสำคัญ นอกจากผู้ชมทั่วไปจะได้เห็นพิธีกรรมของคนที่อยู่ข้างหลังไว้อาลัยต่อการจากไปของศิลปินที่ได้ชื่อว่ามีแฟนเพลงรักใคร่อยู่ทั่วโลกแล้ว มันยังเป็นการบำบัดความเศร้าอย่างหนึ่งของผู้ที่เป็นแฟนเพลงของไมเคิล แจ็กสันโดยเฉพาะ กว่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาที่พวกเขาต้องเผชิญกับการสูญเสียที่ไม่ได้ตั้งตัวกันตามลำพัง นี่จึงเป็นครั้งแรกที่พวกเขาจะได้มีส่วนร่วมในการไว้อาลัยกันอย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมรับรู้ถึงความทรงจำดีๆ ของผู้ที่จากไปจากคำบอกเล่าผ่านครอบครัวและเพื่อนสนิทของไมเคิล ที่ต่างเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นับหน้าถือตาในวงการ ซึ่งถือเป็นแหล่งข่าวที่ “น่าเชื่อถือ” ในการออกมาเล่าประสบการณ์ที่พวกเขาเคยรู้จักกับไมเคิลระหว่างที่เขายังมีชีวิตอยู่

 งานครั้งนี้จึงถือเป็นการ Grief Relief อย่างเป็นทางการร่วมกันของผู้คนที่ผูกพันกับไมเคิล แจ็กสันทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ต่างจากจุดประสงค์ของพิธีการร่วมญาติในงานศพ ที่แขกแต่ละคนจะมาร่วม Tribute ให้กับคุณงามความดีของผู้ที่จากไป


      คืนนั้นมีสถานี 2 ช่องถ่ายทอดสด ช่องแรกคือไทยทีวีสีช่อง 3 ซึ่งอยู่ในช่วงของข่าววันใหม่พอดี ดำเนินรายการโดย ชิบ จิตนิยม ที่ตามติดทำสกู๊ปเกี่ยวกับไมเคิลมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ที่เขาเสียชีวิต ซึ่งในวันนั้นโปรดิวเซอร์รายการจะเน้นไปที่การสัมภาษณ์นานาทัศนะของบุคคลต่างๆ ในเมืองไทยที่มีต่อตัวไมเคิล โดยใช้ภาพบรรยากาศในงานเป็นเพียงแค่ตัวเสริม ก่อนจะตัดเข้าข่าวอย่างรวดเร็ว โดยทิ้งจอเล็กๆ เอาไว้เผื่อรอดูว่ามีเหตุการณ์อะไรที่สำคัญเท่านั้น


      ต่างกับของช่อง Thai PBS ที่ดูเหมือนจะถ่ายทอดสัญญาณอย่างสมบูรณ์ และที่ทำให้ผู้เขียนตัดสินใจดูช่องนี้ตั้งแต่ช่อง 3 ยังไม่ตัดเข้าข่าว ก็คือคอมเมนเตเตอร์ที่มาร่วมในรายการอย่าง มาโนช พุฒตาล


      ถ้า เอกราช เก่งทุกทาง คือผู้ที่เชี่ยวชาญในแวดวงลูกหนังต่างประเทศมากที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย มาโนช พุฒตาล ก็ถือเป็นผู้ที่คร่ำหวอดในแวดวงดนตรีสากลอย่างโชกโชนมากที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทยไม่แพ้กัน การได้ผู้ที่ทรงคุณวุฒิเช่นนี้มาร่วมในงานที่สำคัญแบบนี้ จึงถือเป็นประโยชน์ต่อผู้ชมทางบ้านในการเรียนรู้วัฒนธรรมของดนตรีอเมริกันผ่านพิธีไว้อาลัยครั้งนี้

แต่เมื่อพิธีค่อยๆ ดำเนินไป ความรู้สึกที่จะได้ซึมซับความทรงจำที่ดีจากตัวงานผ่านการถ่ายทอดของช่อง Thai PBS ในความรู้สึกของผู้เขียนและแฟนเพลงอีกหลายๆ คนที่ยอมนอนดึกเพื่อพิธีครั้งนี้กลับถูกทำลายลงอย่างป่นปี้ จากปัจจัยอันบกพร่องหลายๆ อย่างจากตัวผู้ดำเนินรายการทั้งสามคนในคืนนั้น


      เริ่มจากพิธีกรชายหญิงของรายการที่อาชีพหลักคือการเป็นผู้ประกาศข่าว ซึ่งคงจะเคยชินกับการรายงานข่าวที่มีผู้เตรียมข้อมูลเอาไว้เป็นอย่างดี ทำให้การมารับหน้าที่บรรยายพิธีในงานที่สดอย่างนี้มีความบกพร่องออกมามากมาย โดยเฉพาะเรื่องคิวในการสอดแทรกความคิดเห็นระหว่างพิธี

ผู้ดำเนินรายการที่ดีในการบรรยายพิธีสดที่มาจากต่างประเทศ นอกจากจะต้องมีความรู้ด้านภาษาที่ดีแล้ว จังหวะในการสอดแทรกคำแปลที่ถูกต้องก็มีความสำคัญอย่างมากต่อการรับชม คือถ้าไม่สามารถแปลทุกอย่างที่มีคนมาพูดในพิธีให้ผู้ชมทางบ้านเข้าใจได้อย่างสมบูรณ์ วิธีที่ดีที่สุดก็คือการจับใจความสำคัญของแต่ละช่วงของผู้พูด แล้วนำเสนอให้กับผู้ชมในเมืองไทยได้รับทราบโดยไม่ขัดจังหวะผู้พูด เช่นกล่าวสรุปตอนที่หยุดพูดเพื่อเสียงปรบมือ


      แต่สิ่งที่ผู้ดำเนินรายการทั้งสองคนทำหลายครั้งก็คือ พยายามแปลประโยคที่ตัวเองเข้าใจเอาไว้ก่อน พอเห็นประโยคไหนที่พอจะเข้าใจได้ก็พูดเสริมทันทีเหมือนพยายามจะไม่ต้องการให้ขาดเสียงภาษาไทยในรายการนานเกินไป จึงกลายเป็นการถอดความเพื่อความสะดวกของผู้บรรยาย มากกว่าจะจับใจความสำคัญของผู้พูดที่จะสื่อออกมา เพราะบ่อยครั้งที่บทบรรยายที่ “ไม่สำคัญนัก” ได้ถูกพูดออกไปทับกับช่วงที่ “สำคัญกว่า” ในสุนทรพจน์ของแขกแต่ละคน โดยที่ผู้ดำเนินรายการดูเหมือนจะไม่รู้สึกตัว และทำแบบนี้ตลอดทั้งรายการ

ข้อน่าตำหนิของโปรดิวเซอร์รายการในการเลือกผู้ประกาศข่าวทั้งสองมาดำเนินรายการทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีความรู้ในด้านดนตรีสากลมากพอ ทั้งสองคนจึงใช้ความไม่มั่นใจในเรื่องดนตรี บวกกับการขาดความเตรียมพร้อมในข้อมูลที่เพียงพอ ด้วยการยกหน้าที่ทั้งหมดให้ตกเป็นของแขกรับเชิญในการบรรยายอย่างคุณมาโนชอยู่ตลอดทั้งรายการ ตั้งแต่คำถามเชิงลึกในเรื่องอุตสาหกรรมดนตรี จนถึงคำถามเล็กๆ น้อยๆ เกือบทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับงาน ซึ่งจริงๆ แล้วควรจะเป็นหน้าที่ของพิธีกรหลักในการสรุปภาพรวมของงานมากกว่าจะถามความเห็นของแขกรับเชิญเพียงคนเดียว


      ซึ่งการเชิญ มาโนช พุฒตาล มาเป็นผู้แสดงทัศนะในวันนั้นถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การถ่ายทอดพิธีไว้อาลัยไมเคิล แจ็กสันในเมืองไทยกลายเป็นประสบการณ์ที่เลวร้ายของผู้ชมส่วนใหญ่ที่เป็นแฟนเพลงของไมเคิลอย่างแท้จริง


      แค่เริ่มรายการ หายนะก็เห็นอยู่อย่างไม่ต้องสงสัยแล้ว เมื่อผู้ที่รายการเลือกมาแสดงทัศนะในพิธีครั้งนี้ กลับออกตัวตั้งแต่ก่อนเข้าพิธีว่า “ไม่ได้เป็นแฟนเพลงของ ไมเคิล แจ็กสัน”

เรื่องนี้คนที่รู้จักตัวคุณมาโนชจะรู้ดี เพราะเนื้อแท้แล้วคุณมาโนชเป็นผู้หลงใหลในดนตรีในสายพันธุ์ร็อกเป็นหลัก ซึ่งในมุมมองทั่วไปของคนที่ชื่นชอบดนตรีแนวนี้ จะไม่ค่อยแยแสดนตรีป็อปเท่าไหร่ ซึ่งในความคิดของขาร็อกบางรายแล้วดนตรีป็อปไม่ต่างอะไรกับ “ศัตรู” ในฐานะที่ใช้ความ “อ่อนหวาน” ในการเข้าถึงแฟนเพลง ซึ่งประสบความสำเร็จมากกว่า ต่างกับธรรมชาติของเพลงร็อกที่ใช้ความ “ดุดัน” ในการครองใจแฟนเพลง และเพลงร็อกมักว่าจะถูกมองว่าเป็นดนตรีที่ให้สาระกับคนฟังมากกว่า ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว แนวดนตรีมีอิทธิพลน้อยมาก เมื่อเทียบกับทักษะและความจริงใจในการนำเสนอผลงานของตัวศิลปินเอง


      (ซึ่งที่จริงแล้วไมเคิลถือเป็นศิลปินเพลงป็อปที่มี “ธาติความเป็นร็อก” อยู่ในเพลงของเขาไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น Scream, They Don't Care About Us ขณะที่คงจะไม่สามารถหาท่อนโซโลไหนจะสมบูรณ์แบบไปกว่าการ two-handed tapping ในช่วงที่ท็อปฟอร์มที่สุดของ เอ็ดดี แวน เฮเลน ในเพลง Beat It ได้แล้ว เพลงอย่าง Give In To Me ถ้าเปลี่ยนเสียงร้องให้เป็น แอ็กเซล โรส ก็สามารถนำไปรวมในชุด Use Your Illusion ได้อย่างไม่เคอะเขิน)

ในฐานะแฟนเพลงคนหนึ่งของรายการบันเทิงคดีของคุณมาโนช(สมัยช่อง 11) ยอมรับว่าตั้งแต่ดูมาแทบจะไม่เคยเห็นเอ็มวีของไมเคิลออกในรายการของคุณมาโนชเลย (จำได้ว่าอาจจะเคยฉาย We Are The World บ้าง กับตอนที่ Black or White ออกใหม่ๆ) แต่กระนั้นผู้เขียนซึ่งเป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่ได้มีโอกาสไปดูการแสดงคอนเสิร์ตที่เมืองไทยของไมเคิลเมื่อกว่า 15 ปีที่แล้ว ก็เห็นคุณมาโนชเป็นหนึ่งในคนดูของคอนเสิร์ตครั้งนั้นด้วย (เห็นแกนั่งรอชมอยู่ด้านกลางๆ สนาม เป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นบัตรสื่อมวลชน)


      มันไม่ใช่ความผิดของใครทั้งนั้นในการที่จะชอบหรือไม่ชอบศิลปินคนไหน แต่น่าสงสัยอย่างยิ่งว่า ประโยคที่ว่า “ไม่ได้เป็นแฟนเพลงของ ไมเคิล แจ็กสัน” ควรจะพูดเปิดรายการ หรือควรจะพูดตั้งแต่ทีมงานโทรไปขอความช่วยเหลือให้มาแสดงทัศนะในคืนวันนั้นกันแน่

ซึ่งถ้าเหตุการณ์เกิดขึ้นในลักษณะที่สอง จึงน่าสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า โปรดิวเวอร์รายการถ่ายทอดสดในคืนนั้นมีจุดประสงค์อะไร ที่ตัดสินใจเอาเวลาที่ได้จากการถ่ายทอดพิธีไว้อาลัยของศิลปินที่โด่งดังที่สุดในโลก โดยเลือกผู้ที่มาแสดงทัศนะในรายการที่แทบจะไม่รู้จักหรือแม้แต่จะรู้สึก “ศรัทธา” ในความเป็นศิลปินเจ้าของงานแม้แต่น้อย


      มันไม่ต่างกับพิธีไว้อาลัยสุนทรภู่ แต่ได้ผู้เชี่ยญชาญในผลงานของเช็คสเปียร์ที่ไม่เคยชื่นชอบในกาพย์กลอนมาดำเนินรายการ เหมือนกับพิธีไว้อาลัยของอากิระ คุโรซาวะ แต่ได้ผู้เชี่ยวชาญหนังฮอลลีวูดที่ไม่เคยดูหนังคลาสสิกของญี่ปุ่นมาดำเนินรายการ


      เมื่อตราชั่งที่เที่ยงตรง ถูกนำไปใช้วัดความยาวของถนน เมื่อความมั่นใจตัวเองเกินร้อยของคอมเมนเตเตอร์ ผสมโรงกับความไม่รู้ของผู้ดำเนินรายการถึง 2 คน สิ่งที่แฟนๆ หวังจะได้เห็นในคืนแห่งการไว้อาลัยราชาเพลงป็อปผู้จากไป จึงกลายเป็นบทพิสูจน์ความอดทนของแฟนเพลงแบบไม่ได้ตั้งตัว

ในงานไว้อาลัยครั้งนี้ ถ้าผู้ชมสังเกตให้ดี ความพิเศษในสุนทรพจน์ที่แขกแต่ละคนออกมาพูดถึงตัวไมเคิล แจ็กสันนอกเหนือจากคุณงามความดีของเขาแล้ว มันยังเป็นความพยายามของแต่ละคนที่ต้องการให้ผู้ชมทางบ้านได้รู้จักเขาในฐานะ “มนุษย์ธรรมดา” คนหนึ่งให้มากที่สุด หลังจากที่เส้นทางอาชีพของเขา ทำให้เราเห็นเขาเป็นเพียงซูเปอร์สตาร์มานานนับปี คืนนั้นเราได้รับรู้ถึงชีวิตประจำวันที่แสนเรียบง่ายของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นราชาเพลงป็อป ที่ผู้ชมไม่มีวันรับรู้เรื่องราวเหล่านี้จากสื่อไหนๆ


      แต่ผู้ดำเนินรายการทั้งสามคนของคืนนั้นกลับพยายามทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม คือพยายามยัดเยียดมุมมองความเป็น “เอเลี่ยน” ของไมเคิลอยู่ตลอดเวลา คิดเผื่อว่าผู้ชมทางบ้านที่ติดตามอยู่จะพลาดสิ่งเหล่านี้ไป


      ทั้งตัวพิธีกรนักข่าวทั้งสองที่ไม่ยอมไปไหนนอกจากจะวนเวียนเรื่องของสีผิวของผู้ที่มาร่วมงาน และพยายามโยงเข้าเรื่องการเมืองของสหรัฐฯ ที่ตัวเองพอจะมีความรู้บ้าง เพราะว่าที่นั่นเพิ่งได้ประธานาธิบดีผิวสีคนแรก ด้วยคิดว่าข้อมูลดังกล่าวจะทำให้ผู้ชมทางบ้านที่ไม่ใช่แฟนเพลงที่กำลังติดตามชมอยู่น่าจะเข้าใจความสำคัญของพิธีได้มากขึ้น


      เปิดทางให้คุณมาโนชวกเข้าสู่ประเด็นเรื่องผิวสีที่เปลี่ยนแปลงไปของไมเคิล โดยผู้ดำเนินรายการทั้งสามคนต่างแสดงทัศนะอย่างเชื่อหมดใจว่าไมเคิลจงใจเปลี่ยนแปลงสีผิวเพราะไม่พอใจความเป็นคนดำของตัวเอง โดยไม่มีความเห็นช่วงไหนเลยที่ผู้ฟังจะได้ยินเรื่องราวของโรค “ด่างขาว” อยู่ในบทสนทนาของคนทั้งสาม

แต่แทบจะไม่สำคัญแม้แต่น้อย ว่าจริงๆ มันมันจะเป็นเพราะโรคด่างขาวหรือไมเคิลจงใจลอกผิวตัวเองให้เป็นคนขาว เพราะมันไม่ได้ให้สาระกับผู้ชมที่ต้องการดูพิธีไว้อาลัยครั้งนี้สักนิด ยิ่งการแสดงทัศนะบนความรู้ความเข้าใจที่คลุมเครือ ยิ่งจะนำไปสู่บทสรุปที่คลาดเคลื่อนมากขึ้นไปอีก จนถึงขั้นที่พิธีกรหญิงต้องการข้อสรุปของความขาวบนผิวของไมเคิลจากทัศนะของคุณมาโนชให้ได้ ซึ่งเขาก็ตอบกลับด้วยคำพูดง่ายๆ เพียงว่า “สงสัยเขาคงอยากลองมั้งครับ”


      ไม่รู้ว่าเป็นความผิดของไมเคิล แจ็กสันหรือเปล่าที่เกิดมาเป็นคนผิวสี และทำให้แขกในงานส่วนใหญ่เป็นคนผิวสี ซึ่งไปสะดุดความสนใจของพิธีกรทั้งสองจนจับมาเป็นประเด็นอย่างไม่หยุดหย่อน จนเกิดเรื่องตลกครั้งที่ 1 ระหว่างการถ่ายทอดในวันนั้น เมื่อช่วงที่ทั้งสองพยายามจับประเด็นเรื่องสีผิวของคนในงานอย่างเข้มข้น โดยกำลังชี้อยู่ว่าผู้ที่ขึ้นเวทีมีแต่ชาวผิวสี แขกรายต่อมาคงทำให้ทั้งคู่ที่แสดงทัศนะไปอึ้งเล็กน้อยเมื่อเป็นมือกีตาร์ผิวขาวอย่าง จอห์น เมเยอร์ ขึ้นมาบรรเลงกีตาร์ในเพลง Human Nature ซึ่งถ้าตามข่าวกันมาแต่แรกคงไม่แปลกใจเพราะมีการประกาศรายชื่อผู้ที่จะมาขึ้นเวทีกันแต่เนินๆ แล้ว และแน่นอนว่าไม่ได้มีแต่ชาวผิวสี(พอจบเพลงคุณมาโนชก็ช่วยพิธีกรทั้งสองด้วยการวกกลับมาที่เรื่องผิวสี โดยเน้นให้เห็นว่าสไตล์การเล่นของจอห์น เมเยอร์คือดนตรีบลูส์ อันเป็นผลิตผลของคนดำ ซึ่งอาจทำให้คนผู้ชมสงสัยไม่หายว่ามันมีอิทธิพลพอที่จะทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในแขกที่มาร่วมไว้อาลัยในวันนั้นเชียวหรือ)

 เรื่องประเด็นผิวสีของแขกในงานนั้นไม่น่าจะมีอะไรซับซ้อน เพราะถึงแม้ไมเคิลจะร่วมงานกับผู้คนมากมาย แต่เจ้าภาพงานอย่างครอบครัวของเขาอาจจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยกับบุคเหล่านั้นทั้งหมด ด้วยเวลาที่จำกัดทั้งการเตรียมงานและเวลาในพิธี จึงทำให้แขกที่มาในงานวันนั้น นอกจากจะเป็นคนที่ไมเคิลรู้จักแล้ว ยังต้องเป็นคนที่ครอบครัวของเขาเข้าถึงได้ด้วย ซึ่งข้อสังเกตของพิธีกรครั้งนี้คงจะหมดไป ถ้าเป็นงานศพของคนขาวที่มีแต่แขกผิวขาว แบบเดียวกับความธรรมดาของงานศพคนไทยที่มีแต่คนไทย งานศพคนเกาหลีที่มีแต่คนเกาหลี ฯลฯ ซึ่งข้อสังเกตของพิธีกรในจุดนี้ก็นำไปสู่คำถามคล้ายๆ เดิมต่อคุณมาโนชว่าเคยเห็นพิธีที่ชาวผิวสีร่วมใจกันมากอย่างนี้มาก่อนไหม ซึ่งเขาตอบได้เพียงว่า “ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”


      การพยายามเออออกันระหว่างพิธีกรและคุณมาโนชในที่สุดก็พิสูจน์ว่าไม่สามารถใช้ได้ตลอดรอดฝั่ง จากตอนที่ บรูก ชีลด์ส ออกมาพูดถึงความผูกพันที่เธอมีต่อไมเคิล ก่อนจะปิดท้ายถึงเพลงที่ไมเคิลชอบที่สุดอย่าง Smile ของ ชาร์ลี แชปลิน


      แม้บรูก ชีลด์สจะอธิบายอย่างชัดเจนว่าเพลงนี้มีความหมายลึกซึ้งแค่ไหน แต่ชื่อของชาร์ลี แชปลินก็มีอิทธิพลมากพอจะทำให้พิธีกรหญิงในคืนนั้นเชื่อว่ามันเป็นเพลงที่สนุกสนาน โดยเธอหันไปหาที่พึ่งของเธออย่างคุณมาโนช ซึ่งเขาก็ทำหน้าที่เออออห่อหมกได้อย่างดีด้วยทัศนะว่า “เพราะเพลงของชาร์ลี แชปลินมันเป็นเพลงที่ตลกๆ ขำๆ นะครับ”

ก่อนที่ประวัติศาสตร์จะถูกเขียนขึ้นใหม่โดยคนทั้งสอง เป็น เจอร์เมน แจ็กสัน พี่ชายของไมเคิลที่ออกมาร้องเพลงที่เศร้าสลดที่สุดของคืนนั้น ซึ่งถูกทำให้เชื่อไปไม่กี่วินาทีก่อนหน้านี้ว่าเป็นเพลงชวนหัว เขาร้องมันด้วยเสียงอันสะอื้น เป็นการถ่ายทอดอารมณ์ให้ยิ่งตรงกันข้ามกับข้อมูลที่ผู้ชมทางบ้านได้รับไปก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง


      มาถึงวินาทีนี้ การชมพิธีไว้อาลัยของไมเคิลจากสถานีนี้ต่อไปสำหรับแฟนเพลงอาจจะเป็นเรื่องที่ไร้สติไปแล้ว หลายคนหาทางเลือกอื่น บางคนอาจตัดใจเข้านอน แต่สำหรับคนที่ไม่ทางเลือกเช่นตัวผู้เขียนก็ยังคงทนดูต่อไป โดยพยายามตั้งสมาธิจดจ่อกับเสียงซาวด์แทร็กที่ซ่อนอยู่หลังการบรรยายของผู้ดำเนินรายการทั้งสามคนแทน(หลังจากช่วงนี้รู้สึกว่าเสียงของคุณมาโนชหายไปจากจอนานมาก ในใจหวังลึกๆ ว่าคุณมาโนชอาจจะสละเรือกลับบ้านไปแล้ว น่าเสียดายที่ไม่เป็นเช่นนั้น)


      ความผิดพลาดทั้งหมดที่กล่าวมาส่วนใหญ่เกิดจากความสะเพร่าและความเข้าใจผิดของผู้ดำเนินรายการทั้งสาม ซึ่งไม่ใช่เหตุผลที่ผู้เขียนต้องการจะนำเสนอในบทความนี้

สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นจากผู้ดำเนินรายการในวันนั้น คือตอนที่ เมจิค จอห์นสัน นักบาสดังขึ้นมาพูดบนเวที เขาได้ทำการสรรเสริญความดีของย่า, ลุงๆ และน้าๆ ว่าถือเป็นโชคดีของลูกๆ ทั้งสามของไมเคิลที่ได้บุคคลที่ดีงามเหล่านี้คอยดูแลแทนพ่อผู้จากไป ในช่วงเวลาที่ประทับใจนั้น เป็นตอนเดียวกับที่คุณมาโนชโพล่งขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ว่า “นี่เป็นความเห็นชี้นำหรือเปล่า เพราะเรื่องยังอยู่ในขั้นศาล”


      ความพยายามดำเนินรายการของพิธีกรทั้งสามคน กับภาพอันอบอุ่นในพิธีไว้อาลัยที่ดำเนินบนจอโทรทัศน์เป็นสิ่งที่ขัดกันอย่างสุดโต่ง ขณะที่บุคคลในงานพยายามอย่างที่สุดในการนำเสนอมุมดีๆ ของตัวไมเคิล แต่ผู้ดำเนินรายการกลับร่วมกันทำลายสิ่งเหล่านั้นด้วยการช่วยกันจับจ้องประเด็นที่ซ่อนอยู่ในงานพิธี ตามนิสัยของนักข่าวและนักวิจารณ์ชอบกระทำ


      ซึ่งเป็นการกระทำที่ถือว่าไม่ให้เกียรติต่อทั้งตัวงาน และไม่ให้เกียรติผู้ชมที่อยู่ทางบ้านอย่างไม่น่าให้อภัย

บุคคลที่น่าตำหนิที่สุดของคืนวันนั้นก็คือโปรดิวเซอร์รายการที่ปล่อยให้ผู้ดำเนินรายการสองคนทำหน้าที่ ทั้งๆ ที่ไม่มีความรู้พื้นฐานเพียงพอ นำมาซึ่งคำถามประหลาดๆ ที่กลายเป็นภาระอันหนักหน่วงของคอมเมนเตเตอร์ที่ถูกเชิญมาอย่างยิ่งยวด


      ซึ่งความจริงแล้วมันเป็นความรู้พื้นฐานที่ไม่ได้สลับซับซ้อนมากมายเกินกว่าจะหาได้จากสื่อต่างประเทศในเวลาแค่ไม่ถึงชั่วโมง โดยเฉพาะความจริงที่ว่าทุกวันนี้ข่าวของไมเคิลถูกรายงานออกมาแทบจะทุกวัน แม้แต่ในบ้านเราเอง


 ส่วนคนที่ถือว่าน่าผิดหวังที่สุดของคืนนั้นก็คือตัวคุณมาโนชนั่นเอง กับความคาดหวังมากมายทั้งจากตัวผู้เชิญมาออกรายการและผู้ชมทางบ้านที่อยากจะได้ความเห็นของบุคคลที่น่าเชื่อถือในวงการเพลงอย่างเขา มาช่วยทำให้งานไว้อาลัยครั้งนี้ศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น แต่มันกลับกลายเป็นเวทีที่ใช้พิสูจน์ความเป็นคนอีโก้จัดของตัวคุณมาโนชเอง

บ่อยครั้งที่พิธีกรชายพยายามยกเอาจุดเด่นที่แฟนๆ ชื่นชมในตัวไมเคิลมาเป็นคำถาม เพื่อหวังจะนำคำตอบของคุณมาโนชมาช่วยยืนยันเกียรติภูมิของผู้ตายอีกครั้ง แต่ปรากฏว่าไม่มีซักครั้งที่คุณมาโนชจะเห็นด้วยกับคำถามด้วยการตอบตรงๆ เลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่จะใช้วิธีให้คำตอบแบบเลี่ยงๆ ไป (เพลงป็อปของไมเคิลพิเศษกว่าคนอื่นอย่างไร – เป็นเพลงป็อปที่มีกลิ่นของคนดำ) หรือไม่ก็ชักแม่น้ำทั้งห้าเพื่อแสดงให้เห็นว่าความพิเศษที่คนเห็นในตัวไมเคิลนั้นคนอื่นก็ทำมาแล้ว (ไมเคิลเป็นคนทำลายกำแพงผิวสีหรือเปล่า – โมฮัมหมัด อาลี, จิมมี เฮนดริกซ์, โรเบิร์ต จอห์นสัน ก็เคยทำมาแล้ว ก่อนจะยอมรับทีหลังว่าไมเคิลได้รับการยอมรับในวงกว้างมากกว่า) จนถึงคำถามสุดท้ายก่อนงานเลิกที่พิธีกรหญิงถามว่ารู้สึกอย่างไรกับการจัดงานครั้งนี้ ซึ่งมาถึงตอนนี้ผู้ชมที่ฟังการแสดงความคิดเห็นของคุณมาโนชมา 2 ชั่วโมงกว่าคงพอจะเดาคำตอบได้ และเขาก็ไม่ทำให้เราผิดหวังด้วยคำตอบที่ว่า “ผมไม่มีความคิดเห็น เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับงานของคนดังที่เสียชีวิต”


      สิ่งที่ผู้ชมได้รับจากการชมพิธีไว้อาลัย ไมเคิล แจ็กสัน ในคืนนั้นเป็นเพียงแค่การนั่งดูการพยายามของผู้ดำเนินรายการที่สิ้นหวังสองคนในการไล่จับ “อีโก้” ของผู้ที่เชิญมาแสดงทัศนะให้กับงานนี้

มีผู้ชมหลายคนเริ่มบ่นตั้งแต่คุณมาโนชวิจารณ์ไมเคิลก่อนเข้ารายการแล้ว ทั้งเรื่องตัวไมเคิลเป็นสินค้าของผู้ที่จะหาผลประโยชน์ เป็นเทพเจ้าของแฟนๆ หรือที่หลายคนรับไม่ได้ที่สุดอย่างข้อกล่าวหาที่ว่า We Are The World ของ USA for Africa เป็นแค่การเลียนแบบ Band Aid ของฝั่งอังกฤษที่ทำออกมาก่อนหน้านี้


      แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผู้เขียนคิดว่าคุณมาโนชมีความชอบธรรมเต็มร้อยที่จะใส่ทัศนะคติของตัวเองในช่วงเวลานั้นอย่างไม่ต้องไว้หน้าใคร แต่ทันทีที่งานเริ่ม งานซึ่งเป็นพิธีเพื่อไว้อาลัยแด่ผู้ที่จากไป บทบาทในการเป็นผู้วิจารณ์ของคุณมาโนชควรจะถูกแทนที่ด้วยสำนึกแห่งกาละเทศะ เพราะงานประเภทนี้ไม่ต่างอะไรกับช่วงแจกรางวัล LifeTime Achievement ของงานแกรมมีหรืออสการ์ ซึ่งเป็นช่วงที่วงการจะแสดงความเคารพอย่างเป็นทางการต่อบุคคลที่ได้เลือกแล้ว ความคิดเรื่องการวิจารณ์ในแง่ลบในงานดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ผิดมารยาทอย่างร้ายแรงเสียจนเราแทบจะไม่เคยเห็นการกระทำอย่างนั้นมาก่อน จนกระทั้งการถ่ายทอดของช่อง Thai PBS เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้เคยมีเหตุการณ์ที่แฟนเพลงของไมเคิล แจ็กสันเห็นเขาถูกฉีกหน้ากลางเวทีมาแล้วเมื่อปี 1996 ในงาน BRIT Awards เมื่อ จาร์วิส ค็อกเกอร์ นักร้องนำวง Pulp ขึ้นไปป่วนบนเวทีที่ไมเคิลกำลังแสดงด้วยการวิ่งไปมารอบเวทีและหันก้นไปทางไมเคิล โทษฐานที่ไมเคิลพยายามทำตัวเปรียบเทียบกับพระเจ้า ซึ่งการกระทำครั้งนั้นได้รับทั้งเสียงชื่นชมและเสียงประณามของคนในวงการพอๆ กัน


      แต่ที่แตกต่างจากเหตุการณ์เมื่อคืนวันอังคารก็คือ แม้เหตุการณ์ครั้งนั้นจะเป็นเจตนาร้ายของผู้กระทำอย่างชัดเจน แต่มันเป็นเรื่องระหว่างคนเป็น แต่ในการถ่ายทอดพิธีไว้อาลัยของไมเคิล แม้จะไม่มีผู้ดำเนินรายการคนไหนมีเจตนาร้ายต่อไมเคิล แต่มันเป็นเรื่องระหว่างคนเป็นและคนตาย ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดในงานคือความ Respect (เคารพ) ซึ่งบอกได้ว่าหาได้ยากเหลือเกินเมื่อดูจากความเห็นที่ออกมาแต่ละครั้ง

ผู้ที่น่าเห็นใจที่สุดในวันนั้นก็คือตัวผู้ชมทางบ้าน ซึ่งเชื่อว่าเกินครึ่งที่อดนอนดูการถ่ายทอดหลังเที่ยงคืนไปแล้วคงจะมีแต่แฟนเพลงของไมเคิลเป็นส่วนใหญ่ ที่จิตใจกำลังอยู่ในสภาพที่เปราะบางเพื่อรับการเยี่ยวยาโดยสุนทรพจน์ที่แขกในงานแต่ละคนต่างประดิษฐ์ออกมาได้อย่างลึกซึ้งกินใจ แต่ต้องมาถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์ด้วยข้อมูลแรงๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า


      หลายคนที่ติดตามการออกอากาศครั้งนี้ต่างอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมรายการถึงไม่เชิญผู้ที่อาจจะมีความรู้ทางดนตรีไม่ลึกเท่านี้ แต่ก็มากพอที่จะทำให้ผู้ชมเห็นความสำคัญในการจากไปของไมเคิล แจ็กสัน ซึ่งจริงๆ แล้วมันคือหัวใจสำคัญที่ดูเหมือนจะถูกละเลยไปอย่างสิ้นเชิงในการถ่ายทอดสดเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา

ไม่ว่าจะเป็น วิโรจน์ ควันธรรม เซียนเพลงยุค 80 ตัวจริง ที่ไปร่วมงานรำลึกไมเคิลที่เมืองไทยไม่นานมานี้ หรือจะเป็นดีเจเก๋าๆ ทั้ง นิมิตร ลักษมีพงศ์, มณฑานี ตันติสุข, สาลินี ปันยารชุน ต่างเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับการให้มุมมองในพิธีไว้อาลัยครั้งนี้แบบหลับตาเลือกใครก็ได้


      สรุปก็คือมันเป็นความ Ignorance ของผู้ดำเนินรายการทั้งสอง ที่ไม่ทำการบ้านมามากพอ เป็นความ Ignorance ของผู้แสดงทัศนะที่เห็นความสำคัญของอีโก้มากกว่ากาละเทศะในการแสดงความคิดเห็นแต่ละครั้ง เป็นความ Ignorance ของโปรดิวเซอร์รายการที่นำองค์ประกอบที่ไม่สมบูรณ์นี้มาออกอากาศในรายการที่ผู้ชมทั่วประเทศตั้งตารอ


      ถ้าจะโทษทางสถานี Thai PBS ว่าถ่ายทอดรายการออกมาได้ต่ำกว่ามาตรฐาน ก็คงไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าสถานีช่องอื่นๆ จะไม่เอาอะไร ” ประหลาดๆ” มายัดเยียดใส่หัวคนดูแบบไม่ได้รับเชิญ กลางงานไว้อาลัยอย่างนี้อีก


      ถ้าจะว่าเป็นบทเรียนให้กับคนทำรายการก็ลำบากใจ เพราะคงจะไม่มีงานระดับนี้ให้แก้ตัวกันอีกแล้ว เพราะดูจากมาตรฐานของป็อปสตาร์ยุคนี้ จะหาคนที่อยู่ในวงการอย่างสมภาคภูมิกว่า 3 ทศวรรษได้เหมือนกับ ไมเคิล แจ็กสัน ยากเต็มที ซึ่งคงจะไม่มีใครจัดงานไว้อาลัยให้กับการจากไปของพวกเขาได้อย่างสุดแสนอาลัยอาวรณ์เหมือนการจากไปของราชาเพลงป็อปอีกแล้ว

ความเหมือนกันระหว่าง “ผู้วิจารณ์” และ “ผู้ถูกวิจารณ์”


      เป็นเรื่องบังเอิญหรือเปล่าก็ไม่ทราบ เพราะผู้พี่อย่าง ดำรง พุฒตาล เพิ่งจะเป็นข่าวเมื่อไม่นานมานี้ว่าตกเป็นเป้าโจมตีแฟนเพลงวง Super Junior ในเมืองไทย จนถึงขนาดมีการเขียนจดหมายไปต่อว่ากันถึงนิตยสารคู่สร้างคู่สม ซึ่งทางคุณดำรงก็นักเลงพอที่จะนำจดหมายที่เขียนต่อว่ามาอย่างรุนแรงและหยาบคายนั้นลงตีพิมพ์ในคู่สร้างคู่สม พร้อมคำชี้แจงตอบกลับเพียงอีกเล็กน้อย แต่เข้าประเด็นดีเหลือเกิน


      แต่ที่ต่างในกรณีของคนน้องอย่างคุณมาโนชก็คือ จากกระแสต่อต้านส่วนใหญ่ที่เห็นได้จากกระทู้ภายในเว็บแห่งนี้และอีกหลายๆ เว็บ สังเกตได้ว่ากว่าครึ่งจะเป็นทั้งแฟนเพลง แฟนหนังสือ หรือแฟนรายการของคุณมาโนชมาก่อนทั้งนั้น มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ไม่รู้ว่า มาโนช พุฒตาล คือใครและเคยทำอะไรมาก่อน


      ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่คุณมาโนชยังคงมีสาวกรอติดตามผลงานอยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะทั้งบทบาทการเป็นคนหนังสือและพิธีกรรายการโทรทัศน์ที่นำเสนอผลงานดนตรีสากลดีๆ ในช่วงสิบกว่าที่แล้ว ทำให้เขาเป็นผู้นำของแวดวงดนตรีสากลในเมืองไทยแบบไร้คู่แข่ง และสร้างนิสัยในการรักเสียงดนตรีที่แท้จริงแก่นักฟังเพลงชาวไทยมาแล้วหลายต่อหลายรุ่น อีกทั้งผลงานเพลงจากชุด “ในทรรศนะของข้าพเจ้า” ถือเป็นผลงานยอดเยี่ยมและท้าทายที่สุด แบบไม่เคยมีมาก่อนในวงการเพลงบ้านเราเลยก็ว่าได้


      สำหรับบางคนแล้ว คุณมาโนชก็ไม่ต่างจาก “เทวดา” สำหรับพวกเขา ไม่ต่างกับทัศนะที่คุณมาโนชให้ก่อนเข้ารายการ ที่ว่าไมเคิล แจ็กสันเป็น “เทพเจ้า” ต่อแฟนเพลงเช่นเดียวกัน


      ในขณะที่หลายคนหวังอย่างยิ่งว่าผลงานเพลงอันยิ่งใหญ่มากมายของ ไมเคิล แจ็กสัน จะไม่ถูกลบเลือนหลงลืมไปตามกระแสของข่าวเสียๆ หายๆ ที่กระหน่ำเข้ามาในช่วงท้ายของชีวิตของเขา


      เช่นเดียวกับที่อดจะกังวลแทนไม่ได้ว่า ชื่อเสียงทั้งในฐานะสื่อมวลชนด้านดนตรีสากลที่โดดเด่น รวมทั้งในฐานะนักแต่งเพลงและนักดนตรีที่ยอดเยี่ยม คงจะไม่ต้องมาเสียหายเพราะการแสดง “ทรรศนะของเขา” เพียงครั้งนี้ครั้งเดียว

ทีมาจาก เว็บผู้จัดการ


ผมอ่านเรื่องนี้จบ รู้สึกว่ามันไม่ค่อยจะยุติธรรมกับคุณมาโนช ซักเท่าไหร่  ผมว่ามันเป็นเรื่องของการพูดผิดที่ผิดทางมากกว่าที่คุณมาโนชจะมีอคติอะไรกับ MJ เพราะผมก็ลองเข้าเว็ปเพื่อไปดูย้อนหลังรายการนี้ ตั้งแต่ต้นจนจบ ก็ไม่เห็นจะมีคำพูดตรงไหนที่คุณมาโนชดูถูก หรือเหยียดหยาม MJ แม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ผมเห็นว่าแกก็ยกย่อง MJ อยู่ในทุกๆช่วงของการสนทนา  คุณมาโนชคงจะพูดอะไรไปตามความรู้สึกที่คุณมาโนชมีในขณะนั้นมากกว่า และส่วนหนึ่งก็คือพิธีกร ที่พยายามจะยัดเยียดคำถามที่ทำให้ผู้ตอบรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ   ผมว่าคนที่ผ่านประสบการณ์ในการฟังเพลงมานาน หรือคร่ำหวอดอยู่ในวงการนี้ ส่วนใหญ่มักมีใจเปิดกว้างในการยอมรับดนตรีในทุกๆรูปแบบ นักร้อง นักดนตรี ในทุกๆแนวอยู่แล้วนะครับ(ยกตัวอย่างคุณอนันต์ เป็นต้น)  ยกเว้นดนตรีเลวๆ ที่ปัจจุบันชอบจะยัดเยียดกันให้ฟังน่ะ! แหล่ะ   จะมีที่อาจทำให้แฟนเพลงของ MJ ไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง ก็ตรงเรื่อ

1:06 am
July 19, 2009


kongsukdivoramonsakdituchpimwaree

Member

posts 46

7

จะมีที่อาจทำให้แฟนเพลงของ MJ ไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง ก็ตรงเรื่องของคอนเสิร์ต Band Aid ที่ว่า MJ และพวกพ้องฝั่งอเมริกาเลียนแบบ  แต่ผมว่ามันไม่สลักสำคัญอะไรหรอกว่าใครจะทำก่อน ใครจะทำหลัง เพียงให้มีความจริงใจ ไม่เสแสร้งในการกระทำของตนเองก็น่าจะเพียงพอแล้ว มันได้บุญทั้งนั้นแหล่ะครับ ผมว่าแฟนๆ MJ ต้องลดทิฐิของตัวเองลงบ้างนะครับ  ในความรู้สึกของแฟนเพลง   MJเหมือนกับจะกลายเป็นบุคคลที่แตะต้องไม่ได้ไปแล้ว ที่พูดนี่ไม่ได้รังเกียจอะไร MJ เลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามผมชื่นชอบเพลงของ MJ แทบจะทุกเพลง และยังชื่นชมในอัจฉริยภาพทางดนตรีของเขาด้วยเช่นกัน แม้จะไม่ใช่แฟนเพลงของเขาก็ตาม  เอาล่ะ! ผมอาจจะเอียงๆมาทางคุณมาโนชนิดๆ ในฐานะที่เป็นแฟนเพลงของคุณมาโนชมานาน ก็เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวนะครับ  ถูกผิดอย่างไรก็ลองพิจารณากันเอาเอง พี่!น้อง! ทุกท่านมีความเห็นว่าไงบ้างครับ

 

ลองเข้าไปดูนะครับที่  http://www.pantip.com/cafe/cha…..66307.html

และลองดูทีวีย้อนหลัง ช่อง ไทย พีบีเอส วันที่ 7 กรกฎาคม 2552 เวลาประมาณ 23:56 น. และต่อเนื่องไปจนถึงวันใหม่ คือวันที่ 8 กรกฎาคม 2552   

 

หากเราให้ความสนใจคนอย่าง MJ ก็สมควรอย่างยิ่งที่จะมองไปยังผลผลิต หรือ Output ของเขาที่ฝากไว้แก่โลก มากกว่าเรื่องไร้สาระอื่นๆ” (อนันต์ ลือประดิษฐ์) 

 

แดง(Jaki Byard)

9:41 pm
July 19, 2009


Prommin

Member

posts 17

8

เรื่อง MJ เป็นเรื่องน่าเศร้า แล้วก็เกิดขึ้นกับ Celeb มาแล้วนับไม่ถ้วน ตั้งแต่ Marilyn Monroe, Jimi Hendrix, Elvis Presley มาจนถึง Mike Tyson ผมไม่กล้าดู กลัวจะรู้สึกหดหู่ สะอิดสะเอียน แต่เอาเข้าจริงๆก็ยังแอบดูแว๊บๆแล้วก็เจออาการอย่างว่าจนได้

ผมว่ามันเป็น Fake Show ที่จัดโดยพวกที่ไม่ได้แยแสอะไรตอน MJ ยังอยู่ ว่าเขา Suffer แค่ไหน ไม่มีใครจริงๆ ไม่มีเพื่อนที่จะคอยช่วยชี้แนะเวลามีปัญหา ไม่มีอะไรเลยนอกจากเรื่องผลประโยชน์ แล้วพอเขาตายก็ยังออกมาบีบน้ำตา จัดตั้ง เอาเด็กมาขึ้นเวที พูดสร้างอารมณ์ให้เห็นอยากร้องไห้ แล้วก็ถามกระตุ้นจนเด็กมันต้องร้องไห้เพื่อให้พวกที่เหลือได้บีบน้ำตาง่ายขึ้น นี่มันทำให้อดคิดถึงเรื่องเด็กญี่ปุ่นที่มันตามหาพ่อไม่ได้ ผมดูที่สื่อตั้งคำถามกับเด็กแล้วไม่มีคำอื่นจะเรียกการทำงานของสื่อนอกจากคำว่าทุเรศ! บ้าบอสิ้นดีตั้งแต่ไอ้คนที่ไปทำข่าว บอกอข่าวที่เอาออกอากาศ และเลอะเทอะที่สุดคือคนอ่านข่าว เดี๋ยวสักพักคอยดู ได้มีการฟ้องร้องแย่งผลประโยชน์กันแหลก ไม่เชื่อคอยดู

เลวร้ายที่สุด! เมื่อคืนนั่งอ่านหนังสืออยู่ แว่วเสียงเด็กหญิงชายร้องเพลงของ MJ อยู่หลายเพลง ทีแรกนึกว่าหูแว่ว แต่มันเพี้ยนจนเหลือจะทน จนกระทั่งได้ยิน Commentator!!! ฉิบหาย!!! Academy Fantasia!!! พระเจ้าช่วย!+๑*!!?#!!! ต้องเดินออกไปดูกับตา ผมเห็นเจ้าลูกคนเล็กนั่งดูอยู่ กรรมจริงๆ แบบนี้ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี ทำไมมันถึงเลอะเทอะอย่างนี้ มันไม่ได้รู้เรื่องอะไรกันเลย มันหากินกันจนเหลวเป๋ว ไม่กี่ปีข้างหน้าบ้านเมืองเราจะมีเด็กรุ่นใหม่ที่เลอะเทอะ ไม่รู้อะไรดีอะไรห่วย เพราะมัน Built กันด้วยทุนอย่างเดียว เอาเงินมาฟาดๆๆหัวลูกหลานเราจนงงไปหมดไม่รู้แล้วว่าอะไรมันดี อะไรไม่ดี พวกผู้ใหญ่ที่มันเอาแต่เงินพวกนี้ต้องรับผิดชอบกับสังคมที่มันเหลวไหล ใช้ความรู้ความสามารถกันอย่างละโมบและมืดบอด

พวก Celeb ส่วนใหญ่น่าสงสาร ตอน Tyson ถูกจับเข้าคุก ผมสงสารเขามาก ผมว่าเขาทำผิดจริง แต่คุณลองดูเรื่องราวของมันดูสิ มันถูกเตรียมไว้ให้เดินมาเข้ากับดักชัดๆ แล้วก็แบ็กเมล์กันซึ่งๆหน้า แล้วเอาข้อกฏหมายมาเล่นกันจนหมดตูด เรื่องของ MJ นี่ผมก็เชื่อว่ามันทำกันอย่างตั้งใจ กัดกินกันจนเหลือแต่ซาก

ผมชอบงานของ MJ มานาน ตั้งแต่เด็ก ได้ดูหนังเกี่ยวกับเด็กที่รักหนู หนูจริงๆ ไม่ใช่คุณหนู ที่มีเพลงประกอบชื่อ Ben ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับหนังเกี่ยวกับหมา เรื่อง Benji ที่มีเพลง I Feel Love ประทับใจมากเลยครับ ดูแล้วน้ำตาคลอทั้งสองเรื่อง

ถัดมาหลายปี ผมเข้าเรียนมศ.4-5 ที่กรุงเทพ ตกดึกไม่มีอะไรทำ ไม่มีโทรทัศน์ดู มีวิทยุของพ่อให้มาเครื่องหนึ่ง ได้แต่เปิดเพลงฟัง จนมาเจอรายการของพี่จิราพันธ์ ลิ่มไทย ชอบมากเพราะแกเปิดเพลงเพราะมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แกจะเปิดเพลง One Day in your Life เกือบทุกวัน ผมกับภรรยา (ตอนนั้นยังเป็นแค่แฟนกันเฉยๆนะครับ) ฟังรายการนี้ทุกวันเหมือนกัน เลยรักเพลงๆนี้จับใจเหมือนกัน

ตอนหลังที่ผมว่าแกเริ่มมีข่าวออกทางเสียหายเกี่ยวกับพฤติกรรมประหลาดมากขึ้นเรื่อยๆตามความดังและความรวย ข่าวมันขายได้ พวกสื่อก็ยิ่งชอบ เอาข่าวที่เน่าๆ เลวร้ายจนเหลือเชื่อ แต่ก็ขายได้นี่ ชอบกันใหญ่สิ จนคราวที่มันเละมากๆก็เรื่องพฤติกรรมการตุ๋ยเด็กของแกนี่ อึ้ง! ผมติดตามข่าวนี้อยู่พอสมควร จนครั้งหนึ่งที่ MJ ตัดสินใจออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อ ผมน่าจะจำได้ไม่ผิดว่า Oprah Winfrey เป็นคนสัมภาษณ์ ผมยังจำได้ติดหูติดตากับคำถามที่เธอถามว่า ตกลงทำจริงๆหรือเปล่า MJ นิ่งเงียบไปนิดแล้วพูดว่า ผมชอบ Michael Angelo มาก ผมชอบงานที่เขาสร้างสรร แต่ผมก็ไม่เห็นจะสนใจเลยว่าคืนนี้ Michael จะไปนอนกับใคร นี่ทำให้ผมเห็นตัวเอง แล้วอดคิดสงสารเขาไม่ได้ว่า การสั่งสอนตัวเองให้อยู่ในเรื่องที่ถูกต้องมันทำยาก คนเราเลยชอบแส่ไปสนใจเรื่องคนอื่น แล้ววิภาค วิจารณ์ เพราะว่ามันปากดีและเป็นเรื่องง่ายกว่าที่จะสั่งให้ตัวเองทำเรื่องที่ถูกต้อง

เรื่องของคุณมาโนช พอดีผมไม่ได้ดู เลยไม่อยากออกความเห็น แต่อยากเสนอว่า แกก็เป็นคนธรรมดา ถ้าคุณสนใจงานของพี่เขา ชื่นชมความสามารถของพี่เขา ก็ดีแล้วที่รับรู้สุนทรียภาพที่แกนำเสนอได้ เรื่องส่วนอื่นๆก็ช่างแกเถอะครับ แกก็คนเหมือนๆพวกเรา เอาที่ตัวพวกเรากันเองดีกว่าครับ เอาให้มันดีเถอะ!

11:37 pm
July 20, 2009


admin

Admin

posts 1

9

Post edited 11:38 pm – July 20, 2009 by admin


ต้องขออภัยคุณแดง(Jaki Byard) ที่ทีมงาน admin ต้องมีการเข้าไปปรับแก้ comment ที่คุณแดง(Jaki Byard) ได้ copy จาก manager มา เนื่องจากคุณแดง(Jaki Byard) ได้ copy มาทั้ง frame ของหน้าเว็บไซต์ข่าวไมเคิล แจ็คสันใน manager ทำให้หน้าเว็บของ bkkjazzlife เกิดการกระโดดไปจาก frame เดิม เราจึงต้องทำการแก้ไขและโพสต์กลับเข้าไปใหม่ให้

ขออภัยในความไม่สะดวก

ทีมงาน bkkjazzlife

10:32 pm
July 21, 2009


kongsukdivoramonsakdituchpimwaree

Member

posts 46

10

  จริงๆต้องเป็นผมขอบคุณทีมงาน Admin มากกว่า เพราะวันที่ผม Post แล้วออกมาเป็นแบบนั้น ก็พยายามแก้ไข แต่ไม่สำเร็จ ขอบคุณครับที่ช่วยจัดเรียงให้ใหม่

   และพอดีมีเรื่องสงสัยที่จะขอสอบถามนิดหนึ่งครับ

1. จะเรียนถามว่า ในการ Post แต่ละครั้ง ถ้าเรื่องนั้นมันมีข้อความที่ยาวมากๆจะไม่สามารถ Post ลงในความเห็นเดียวได้ (Add a New Topic) ต้องไปคีย์ข้อความต่อในความเห็นถัดไป (Reply to Post)  จริงๆอยากจะเสนอแนะว่าน่าจะทำให้สามารถ Post ข้อความอยู่ในคห.เดียวกัน ถึงแม้จะเป็นข้อความที่ยาวๆถึงยาวมากๆ เพราะถ้าต้องข้ามไป Post ต่อในอีกคห.หนึ่ง อาจทำให้อ่านแล้วไม่ได้ใจความที่ต่อเนื่องนะครับ ลองดูตัวอย่างจากหัวข้อ “เมื่อรายการทีวีไทย “ตบหน้า” ไมเคิลกลางพิธีไว้อาลัย กับความคล้ายกันระหว่าง “ผู้วิจารณ์” และ “ผู้ถูกวิจารณ์” “  นี้ก็ได้ครับ ที่ผมต้องไป Post ต่อในคห.ที่ 2  หรืออย่างกระทู้   “กลุ่มนักดนตรีแนว European Improvise ในอังกฤษ”  กระทู้  “John Zorn ผู้สร้างนิยามใหม่ให้กับดนตรี”  ก็ต้องกระโดดข้ามไป Post ต่อในคห.ที่ 2 เช่นเดียวกัน

2.  หัวข้อกระทู้ที่ยาวมากๆ จะมีแทรกรูปภาพ หรือไม่แทรกก็แล้วแต่ เวลาคีย์ข้อความเสร็จ ก็จะทำการ  Math Required! ก่อนจะ Save New Post หลังจากคลิ๊กที่ Save New Post เรียบร้อย ปรากฎว่าข้อมูลหายเกลี้ยง ไม่มีหัวข้อกระทู้นี้ที่เราเพิ่ง Add เข้าไปปรากฎที่ Forum เลย ก็เลยต้องมาทำซ้ำใหม่เป็นครั้งที่ 2 ถึงจะสำเร็จ แต่สำเร็จแบบไม่สมบูรณ์ คือไปเข้าข่ายของคำถามข้อที่หนึ่งที่ผมเรียนถามนั่นแหล่ะ! ครับ ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด


ขอบคุณครับ

แดง(Jaki Byard)

1:50 am
July 22, 2009


JazzLife Editor

Member

posts 31

11

ขอบคุณสำหรับประเด็นร้อนแรงครับ


ผมเพิ่งกลับมา ยังตื่นๆ อยู่


อ่านสนุกครับ


และค่อนข้างเห็นใจคุณมาโนชพอสมควร เพราะพอจะรู้จักลักษณะนิสัยส่วนตัว


แกน่าจะพลาดตรงที่มางานนี้แหละ และทุกอย่างก็ไม่เอื้ออำนวย


อย่างที่ควรจะเป็น แถมโดนยัดเยียดคำถามอีก


ผมคิดว่าผู้วิจารณ์ในผู้จัดการ ทำหน้าที่ได้ดีแล้วครับ


และผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับพี่พรหมมินท์ ในเรื่อง fake แต่โลกมักจะเป็นแบบนี้เสมอ


มันเป็น ตถตา จริงๆ ครับ

7:27 pm
July 27, 2009


baramee

Member

posts 37

12

สาเหตุที่เว็บไม่ให้โพสต์ข้อความยาวเกินไป เนื่องจากป้องกันพวก spammer ครับ เพราะโดยปกติแล้ว ผู้โพสต์กระทู้จะไม่โพสต์ยาวมากๆ ยกเว้น copy มาจากต้นฉบับ ดังนั้น ผมแนะนำให้พี่แดงโพสต์เป็นลิงค์ดีกว่าครับ ถ้าใครสนใจอ่านก็คลิกลิงค์ตามไปอ่านที่ต้นฉบับแทน (อาจจะโพสต์แค่น้ำจิ้ม แล้วไปอ่านต่อที่ลิงค์) และพี่แดงก็โพสต์เฉพาะความเห็นของตัวเองในกระทู้ จะทำให้ไม่เกิดปัญหาข้อที่ 2 ตามมาด้วยครับ คือโพสต์ไปแล้ัวข้อมูลหายเกลี้ยง เพราะระบบไม่ยอมให้โพสต์ยาวเกินขอบเขตที่กำหนดนั่นเองครับ

9:44 am
July 28, 2009


Prommin

Member

posts 17

13

ที่จริงไม่อยากออกความเห็นเรื่องพี่มาโนช เพราะผมเป็นแฟนแกอย่างเหนียวแน่นมานาน จะมี Bias เยอะ

ผมว่าดูที่งานที่แกทำดีกว่า คนทำงานดีๆแบบนี้มีน้อย น้อยเหลือเกิน ส่วนใหญ่ต้านกระแสไม่ได้ก็ไหลไปตามน้ำ หรือไม่ก็ถูกพัดจมหายไปในปลักโคลน

ผมเคยดูแกเล่นในวง Canned Can ที่หอประชุมจุฬา สมัยที่หอประชุมจุฬายังเป็นของประชาชนเหมือนหอประชุมธรรมศาสตร์ ยังไม่ได้เป็นหอของท่านฯ น่าจะประมาณปี 2524 เพราะจำได้ว่านั่งรถเมล์ฝ่าอภิมหารถติดไปดูตอนค่ำๆ แกเล่นเพลง Cocaine ของ Eric Clapton ได้ดีจนน่าจดจำ

และผมว่ารายการบันเทิงคดี หนังสือ เทป รายการวิทยุที่แกจัดตอนห้าทุ่ม และอื่นๆที่แกทำ มันเป็นการทำด้วยใจทั้งสิ้น ไม่มีอีกแล้ว! จะหาแบบนี้ที่ไหนได้ ทุกวันนี้คนจะทำอะไร มันคิดกันสลับซับซ้อน ไอ้เราตามมันไม่ทันก็โดนแดกกันอยู่เรื่อย คนแบบนี้ช่วยกันรักษาไว้เถอะครับ ส่วนอะไรที่แกทำผิดทำพลาด ก็ลองมองข้ามๆไปบ้างก็ดีครับ ผมเองก็ทำอะไรผิดๆพลาดๆไว้เยอะ พอมีสติมองเห็นก็รู้สึกว่าไม่น่าทำแบบนั้น ก็อยากให้คนรอบข้างที่เขาได้ผลกระทบให้อภัยเหมือนกัน

4:17 pm
July 29, 2009


akayutaka

Member

Bkk, Thailand

posts 29

14

ได้ดูพี่มาโนชเล่นสดมาบ้าง ผมว่าแกเล่นเก่งขึ้นเยอะครับ

ยิ่งตอนงานจุดประกาย ยอดเยี่ยมไปเลย

9:02 am
July 31, 2009


Prommin

Member

posts 17

15

เนี่ยยังเสียดายอยู่ว่าผมพลาดงานนี้ไปได้

ไม่มีคนโทรมาบอกเลย คุณอนันต์ที่ปกติจะโทรมาบอกทุกงานก็กลับไม่โทรมาชวนเลย

ขนาดงานศรันญายังโทรมาชวน แต่งานพี่มาโนชกลับหายไปเฉยๆ เสียดาย

สงสัยช่วงนั้นเคลียร์คิวไม่ลงตัว เลยยุ่งหน่อย จัดอีกทีได้ไหมเนี่ย



About the BangkokJazzLife.com forum

Most Users Ever Online:

10


Currently Online:

4 Guests

Forum Stats:

Groups: 1

Forums: 2

Topics: 46

Posts: 253

Membership:

There are 35 Members

There has been 1 Guest

There is 1 Admin

There are 0 Moderators

Top Posters:

kongsukdivoramonsakdituchpimwaree – 46

baramee – 37

JazzLife Editor – 31

Sansana – 30

akayutaka – 29

pka – 20

Administrators: admin (1 Post)